posttoday
NUSA แจงสัมพันธ์ WEH ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่-นั่งกรรมการบริษัท

NUSA แจงสัมพันธ์ WEH ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่-นั่งกรรมการบริษัท

20 กรกฎาคม 2566

NUSA แจงความสัมพันธ์ “ธนา พาวเวอร์ วัน” ผู้ขายหุ้นใน WEH ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่และกรรมการของบริษัท ส่วนความสัมพันธ์ผู้ขายหุ้นใน WEH ชี้เกี่ยวพันกันทางเครือญาติ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันในการลงทุน และไม่เป็นบุคคลที่กระทำการร่วมกัน จึงไม่ต้องทำเทนเดอร์ฯ

นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานกรรมการ บริษัท ณุศาศิริจํากัด (มหาชน) หรือ NUSA เปิดเผยว่า บริษัทขอชี้แจงในแต่ละประเด็นตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สอบถาม ดังนี้ 

1. การคำนวณขนาดรายการ

1.1 ขอให้ NUSA ชี้แจงว่าเหตุใดคณะกรรมการจึงพิจารณาคำนวณขนาดรายการธุรกรรมการซื้อหุ้นสามัญของ WEH โดยไม่นับรวมรายการที่ NUSA ลงทุนในหุ้นเมื่อปี 2565 ด้วยทั้งที่ NUSA ได้รับทราบความเห็นของสํานักงาน ก.ล.ต.แล้ว

บริษัทขอชี้แจงว่า ในการคำนวณขนาดรายการ คณะกรรมการได้พิจารณาจากหลักเกณฑ์ตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 20/2551 เรื่องหลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยยะสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน และประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการปฎิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน พ.ศ. 2547 ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2547 ข้อ 12 ซึ่งมีข้อความดังนี้

ข้อ 12 ตลาดหลักทรัพย์อาจพิจารณานับรวมรายการได้มาหรือจําหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์หลายรายการเป็นรายการเดียวกันเพื่อเปรียบเทียบมูลค่าของรายการตามข้อ 4 หากปรากฏว่ารายการดังกล่าวทำขึ้นโดยมีเจตนาแยกเป็นหลายรายการเพื่อเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ใดใดตามประกาศนี้

การพิจารณานับรวมรายการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ตามวรรคหนึ่งให้รวมถึงรายการดังต่อไปนี้

(1) รายการที่เกิดขึ้นในระหว่าง 6 เดือนก่อนวันที่มีการตกลงเข้าทำรายการดังนี้ยกเว้นเป็นรายการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชมผู้ถือหุ้นแล้ว

(2) รายการที่เกี่ยวข้องกันกับการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการหรือการรวมกิจการหรือเป็นผลที่ตามมาของการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงํากิจการหรือการรวมกิจการ

ตามหลักเกณฑ์ข้อ 12 นี้ คณะกรรมการได้พิจารณาแล้ว การลงทุนใน WEH เมื่อปี 2565 เป็นไปตามมติคณะกรรมการบริษัทในการประชุมครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 อนุมัติการซื้อหุ้นสามัญใน WEH จำนวน ไม่เกิน 8,755,000 หุ้น จากผู้ถือหุ้นรายย่อยของ WEH คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 3,545,775,000 บาท คิดเป็น 49.80% ของสินทรัพย์รวมของ NUSA ตามเกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน (NUSA ซื้อหุ้น WEH ได้เพียง 7.12% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ WEH และชำระการลงทุนด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ NUSA เป็นจำนวน 3,459,057,300 หุ้น คิดเป็นมูลค่า 3,113,151,570 บาท)

และการอนุมัติการลงทุน WEH ในครั้งที่ 2 นี้ ตามมติคณะกรรมการบริษัทในการประชุมครั้งที่ 4/ 2566 เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2566 โดยอนุมัติการซื้อหุ้นสามัญของ WEH จำนวนไม่เกิน 29,008,091 หุ้น ในราคาหุ้นละ 405 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นไม่เกิน 11,748,276,855 บาท คิดเป็น 99.90% ของสินทรัพย์ที่มีตัวตน (NTA) ของ NUSA ซึ่งไม่ถึง 100% ของสินทรัพย์ที่มีตัวตน ตามหลักเกณฑ์ข้อ 20 (1) จาก บริษัท ธนา พาวเวอร์ วัน จำกัด 

จะเห็นว่าการอนุมัติการลงทุนในหุ้น WEH ครั้งที่ 2 นี้ ห่างจากครั้งแรก 1 ปี 5 เดือน 27 วัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในกรอบ 6 เดือน ตามข้อ 12 (1) ดังนั้นจึงไม่เข้าข่ายการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการตามข้อ 12 (2) อีกทั้งผู้ขายหุ้น WEH ในครั้งที่ 2 นี้ เป็นนิติบุคคล ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนซื้อหุ้น WEH เมื่อปี 2565 

นอกจากนี้ ยังมีหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอีก คือ ข้อ 21 ว่าด้วยรายการประเภทที่ 4 ข้อความ “ตลาดหลักทรัพย์อาจพิจารณารวมรายการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 12 เดือนก่อนวันที่บริษัทจดทะเบียนหรือบริษัทย่อยมีการได้มาซึ่งสินทรัพย์เป็นรายการเดียวกันเพื่อเปรียบเทียบมูลค่าของรายการได้”

คณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาจากหลักเกณฑ์ข้อ 12 ข้อ 20(1) และข้อ 21 เห็นว่า การพิจารณาอนุมัติการลงทุนใน WEH ครั้งที่ 2 นี้ ไม่เข้าหลักเกณฑ์การคำนวณขนาดรายการของการลงทุนในหุ้น WEH ที่ลงทุนไปแล้วกับการลงทุนครั้งนี้ ดังนั้นคณะกรรมการ จึงพิจารณาคำนวณขนาดรายการธุรกรรมการซื้อหุ้นสามัญของ WEH โดยไม่นับรายการที่ NUSA ลงทุนในหุ้น WEH เมื่อปี 2565

คณะกรรมการ ขอชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นที่ สํานักงาน ก.ล.ต. มีความเห็นว่าการทำธุรกรรม ลงทุนซื้อหุ้น WEH เมื่อปี 2565 และการลงทุนซื้อหุ้น WEH ในครั้งนี้ เห็นควรให้คำนวณขนาดรายการทั้งสองครั้งเข้าด้วยกัน ซึ่งทำให้ขนาดในการได้มาซึ่งทรัพย์สินมีมูลค่า 100% หรือมากกว่า ซึ่งเข้าข่ายเป็นรายการประเภทที่ 4 การเข้าจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยอ้อม (Backdoor Listing)

คณะกรรมการขอเรียนว่า NUSA ไม่ได้มีเจตนาในการกระทำดังกล่าว การดำเนินการธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนย่อมต้องยึดกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง ในขณะเดียวกัน ก็ต้องพยายามบริหารธุรกิจของบริษัทให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สภาพเศรษฐกิจที่ไม่ดีมีผลกระทบกับการประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โรคโควิด-19 จะเห็นได้ว่ามีธุรกิจในประเทศไทยและในต่างประเทศประสบภาวะขาดทุนต้องมีการปลดพนักงานหรือยกเลิกกิจการจำนวนมาก แต่ NUSA ยังคงประคองรักษาธุรกิจไว้ได้ NUSA จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางธุรกิจไปแสวงหาธุรกิจอื่นที่มีความมั่นคงและมีและผลประกอบการที่ดีต่อเนื่อง

คณะกรรมการได้ตั้งเป้าไปที่ธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า จึงได้เริ่มลงทุนซื้อหุ้นสามัญใน WEH ในปี 2565 ซึ่ง ณ ขณะนั้นจากความพร้อมของผู้ขาย (ผู้ถือหุ้นรายย่อย ของ WEH) และความพร้อมของ NUSA รวมทั้งการพิจารณาความเสี่ยง จึงได้ตัดสินใจซื้อหุ้นจาก WEH ในวงเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 3,545,775,000 บาท คิดเป็น 49.80% ของสินทรัพย์รวมของ NUSA ตามเกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน และจากผลการลงทุน ในครั้งนั้น NUSA ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินปันผล สําหรับผลประกอบการปี 2565 เป็นเงิน 162.7 ล้านบาท

ต่อมาในปี 2566 NUSA ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการลงทุนซื้อหุ้นสามัญใน WEH ได้รับผลตอบแทนที่ดี ประกอบกับเมื่อพิจารณาถึงศักยภาพของ WEH ได้มีการขยายงานได้รับสัญญาขายไฟฟ้าเพิ่มอีก 120 MW อีกทั้งคดีความต่างๆ ของ WEH ก็มีแนวโน้มที่เป็นประโยชน์ต่อ WEH ดังนั้น NUSA จึงได้ตัดสินใจเพิ่มการลงทุนใน WEH เพิ่มเติมในครั้งนี้

สำหรับมูลค่าการลงทุน คิดเป็นเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 11,748,276,885 บาท หรือคิดเป็น 99.90% ตามเกณฑ์มูลค่าหุ้นทุนที่ออกเพื่อชำระราคาสินทรัพย์จากงบการเงินไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2566 โดยซื้อจาก บริษัท ธนา พาวเวอร์ วัน จำกัด สำหรับมูลค่าการลงทุนในครั้งนี้เป็นไปตามความพร้อมของผู้ซื้อและผู้ขาย ตลอดจนคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น NUSA เป็นสำคัญ รวมทั้งการพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ

ซึ่งการเข้าทำรายการในครั้งนี้มิได้มีเจตนาที่จะเป็นการครอบงำกิจการ (Backdoor) แต่อย่างใด จะเห็นได้ว่าการลงทุนในปี 2566 ห่างจากการลงทุนครั้งแรกในปี 2565 เป็นเวลา 1 ปี 5 เดือน 27 วัน ซึ่งคณะกรรมการดูแล้วเป็นระยะเวลาที่เกินกว่า 12 เดือน อีกทั้งช่วงเวลาในการลงทุนในครั้งนี้ ก็รอดูผลตอบแทนเงินปันผลจาก WEH 

NUSA ได้รับเงินปันผลจาก WEH จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2566 จำนวน 19.37 ล้านบาท วันที่ 24 พฤษภาคม 2566 จำนวน 58.11 ล้านบาท และวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 จำนวน 85.23 ล้านบาท รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 162.71 ล้านบาท 

ดังนั้นคณะกรรมการจึงใคร่ขอความเป็นธรรมจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในการพิจารณารายการดังกล่าว ซึ่งผลการพิจารณาของ สำนักงาน ก.ล.ต. จะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ต่อผู้ถือหุ้นของ NUSA

1.2 ขอให้ NUSA ทบทวนและปรับปรุงการคำนวณขนาดรายการธุรกรรมการซื้อหุ้นสามัญของ WEH ข้างต้น โดยให้นับรวมขนาดของรายการที่ NUSA ลงทุนในหุ้นสามัญของ WEH เมื่อปี 2565 ด้วย

บริษัทขอชี้แจงว่า NUSA พร้อมที่จะปฏิบัติตามเพียงแต่ขอให้สำนักงาน ก.ล.ต. โปรดรับฟังและพิจารณาเหตุผลที่คณะกรรมการ NUSA ได้ชี้แจงสาเหตุที่ไม่ได้นับรวมรายการที่ NUSA ลงทุนในหุ้น WEH เมื่อปี 2565 ตามรายละเอียดในข้อ 1.

2. ขอให้คณะกรรมการ NUSA ชี้แจงว่า ผู้ขายหุ้นใน WEH ในครั้งนี้มีความสัมพันธ์กับ NUSA หรือกรรมการ ผู้บริหาร หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ของ NUSA หรือไม่ อย่างไร และคณะกรรมการ NUSA ได้ทำ Due Diligence ความสัมพันธ์บุคคลดังกล่าวกับ NUSA ก่อนเข้าลงทุนในหุ้น WEH แล้วหรือไม่ อย่างไร

บริษัทขอชี้แจงว่า ผู้ขายหุ้นใน WEH ครั้งนี้ คือ บริษัท ธนา พาวเวอร์ วัน จำกัด (TONE) เมื่อขายหุ้นให้กับ NUSA แล้ว TONE จะปิดกิจการและโอนหุ้น NUSA ทั้งหมดให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น (Entire Business Transfer : EBT) ซึ่งผู้ถือหุ้น TONE มีจำนวนทั้งสิ้น 47 ราย โดยมีรายละเอียดโครงสร้างการถือหุ้นของ NUSA ก่อนและหลังทำรายการ 10 รายแรก ดังนี้

NUSA แจงสัมพันธ์ WEH ไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่-นั่งกรรมการบริษัท

คณะกรรมการบริษัทพิจารณาในเบื้องต้นแล้ว เห็นว่า ผู้ถือหุ้น TONE ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นของบริษัทไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท (นิยามว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หมายถึง ผู้ถือหุ้นทั้งทางตรงหรือทางอ้อมในนิติบุคคลใดเกินกว่า 10% ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงของนิติบุคคลนั้น โดยนับรวมการถือหุ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย) และผู้ถือหุ้น TONE เกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัทแต่อย่างใด มีเพียง นายไพโรจน์ ศิริรัตน์ ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท และเป็นผู้ถือหุ้น TONE ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นในครั้งนี้

โดยคณะกรรมการบริษัท เห็นว่าการทำรายการครั้งนี้ไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) และประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทจ. 21/2551 เรื่องหลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด ที่กำหนดประเภทรายการเกี่ยวที่เกี่ยวโยงกัน 5 ประเภท ได้แก่

1) รายการธุรกิจปกติ
2) รายการสนับสนุนธุรกิจปกติ
3) รายการเช่าหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 3 ปี
4) รายการเกี่ยวกับสินทรัพย์หรือบริการ
5) รายการให้หรือรับความช่วยเหลือทางการเงิน

ดังนั้น การจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน จึงไม่เข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันตาม พ.ร.บ.และประกาศที่เกี่ยวข้องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม NUSA ได้แต่งตั้ง บริษัท ดิสคัพเวอร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) เพื่อทำ Due Diligence ความสัมพันธ์บุคคลดังกล่าวด้วยแล้ว อยู่ระหว่างรอผลการทำ Due Diligence เมื่อทราบผลแล้ว บริษัทจะปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการทำรายการ และนำเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติต่อไป

3. ขอให้ NUSA ชี้แจงว่า ผู้ขายหุ้นใน WEH ในครั้งนี้มีความสัมพันธ์ระหว่างกันหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งในอดีตและปัจจุบันบุคคลดังกล่าวเคยแสดงพฤติกรรม หรือลักษณะของ Acting in concert กับ NUSA หรือบริษัทจดทะเบียนแห่งอื่นหรือไม่ อย่างไร และคณะกรรมการ NUSA ได้ทำ Due Diligence ความสัมพันธ์บุคคลดังกล่าวก่อนเข้าลงทุนในหุ้น WEH แล้วหรือไม่ อย่างไร

บริษัทขอชี้แจงว่า บริษัทได้แต่งตั้ง บริษัท ดิสคัพเวอร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) เพื่อทำ Due Diligence ความสัมพันธ์บุคคลและการกระทำในลักษณะของ Acting in concert แล้ว ตามคำชี้แจงในข้อ 2. 

โดยคณะกรรมการบริษัทพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้ว่าผู้ถือหุ้น TONE ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นบางรายจะมีความเกี่ยวพันกันทางเครือญาติ แต่บริษัทได้รับการยืนยันจากผู้ถือหุ้นทุกรายดังกล่าวว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกันในการลงทุน แต่ละคนเป็นอิสระในการตัดสินใจลงทุน 

การได้รับการจัดสรรหุ้นของบริษัทในครั้งนี้เป็นไปตามรายการ EBT เพราะแต่ละคนได้ถือหุ้นใน TONE อยู่แต่เดิม จึงไม่เป็นบุคคลที่กระทำการร่วมกัน (Concert Party) แต่อย่างใด ที่จะส่งผลให้ผู้ที่ได้รับการจัดสรรหุ้นครั้งนี้ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของบริษัท 

อย่างไรก็ตาม บริษัทอยู่ระหว่างรอผลการทำ Due Diligence ความสัมพันธ์บุคคล เมื่อทราบผลแล้ว บริษัทจะปฏิบัติตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในการทำรายการ และนำเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติต่อไป

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก