posttoday
กระแส SVB ล้ม กระทบตลาดหุ้นโลก - ตลาดหุ้นไทยผันผวน

กระแส SVB ล้ม กระทบตลาดหุ้นโลก - ตลาดหุ้นไทยผันผวน

13 มีนาคม 2566

เอเชีย พลัส ชี้ ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนตามสหรัฐในช่วงนี้ พร้อมแนะกลยุทธ์การลงทุนแนะนำถือเงินสดบางส่วน 10-20% คาดนักลงทุนจะกลับมาโฟกัสเลือกหุ้นที่งบดุลแข็งแกร่งมากขึ้น

การหยุดดำเนินกิจการของทั้งสองธนาคาร มาจากสาเหตุหลักเรื่องปัญหาสภาพคล่องและถูกซ้ำเติมด้วยดอกเบี้ยสูง หลักๆ แล้วมีความคล้ายคลึงกันบางอย่าง โดย Silvergate ประสบปัญหามาอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจคริปโตที่เป็นขาลงมาตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และปัญหาสืบเนื่อง จากความไม่น่าไว้วางใจจากทั้งกรณี เหรียญ Luna  และกรณี FTX Exchange ล่มสลาย ทำให้ไม่เพียงแต่นักลงทุนไม่ฝากเงินเพิ่ม 

 

แต่กลับถอนเงินออกอย่างต่อมเนื่องจากความไม่น่าไว้วางใจ โดยจากเอกสารของ Silvergate ที่แจ้งว่า มูลค่าทรัพย์สินยดิจิทัลที่ฝากไว้ลดลงถึง 47% ในไตรมาส 4 เฉกเช่นเดียวกันกับ SVB ที่มีพอร์ทลูกค้า Start Up เป็นหลัก ที่ระยะหลังการระดมทุนเป็นไปได้ยากขึ้นจากปัญหาเงินเฟ้อ ในทางกลับกัน เหล่า Start up ถอนเงินที่ฝากไว้เป็นจำนวนมาก โดยในปี 2022 Total Client funds ลดลง -57.8%  จากปีก่อนหน้า 

 

ซึ่งทั้งสองบริษัทได้นำเงินไปลงทุนผ่านพันธบัตรซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมาก อย่างไรก็ตาม ช่วงเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงในปีที่ผ่านมา ทำให้ธนาคารกลางต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เป็นผลทำให้พันธบัตรที่ได้ลงทุนไปนั้นขาดทุนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ต้องยอมขายขาดทุนเพื่อนำมารักษาสภาพคล่อง เรื่องมาปูดขึ้นตอนประกาศงบในไตรมาส 4Q2022 ในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า Silvergate  มีผลขาดทุนจากการขายพันธบัตรไป  885.8 ล้าน USD ส่วน SVB Bank มีผลขาดทุนจากการขายพันธบัตรไป 1.8 พันล้าน USD 

 

ผลกระทบวงกว้างเอง ณ ปัจจุบันบมองภาพค่อนข้างจำกัดด้วยประเด็นที่ธนาคารกลางได้เข้ามายุติปัญหาของทั้งสองธนาคารด้วยการเข้าไประงับการดำเนินธุรกิจ แล้วรับชำระหนี้เงินฝากทั้งจำนวน แทนที่จากเดิมจะรับประกันคุ้มครองเงินฝากตามกฎหมายแค่ 250,000 USD ต่อบัญชี (แต่ยังไม่ได้ระบุระยะเวลาและเงื่อนไขในการชำระเงินคืน) พร้อมทั้งออกมาตรการ Bank Funding Term Program (BFTP) 

 

โดยสามารถนำพันธบัตรมาค้ำประกันได้ 100% ซึ่งช่วยแก้ปัญหาสำคัญ สองส่วน ส่วนแรกการคุ้มครองเงินฝากทั้งจำนวน เป็นการลดความกังวลเรื่อง Bank Run ของธนาคารอื่นๆ ไปด้วย ส่วนที่สอง หากยังคงเกิดการแห่ไปถอนเงิน ทางธนาคารยังสามารถนำพันธบัตรไปกู้เงินจาก Fed ได้เต็มจำนวน แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Start up อาจเจอปัญหาสภาพคล่องสืบเนื่องจากการดำเนินธุรกิจได้อยู่ดี  

 

จากเหตุการณ์ดังกล่าว จะเห็นว่า Fed ชุดนี้อออกมาจัดการปัญหาได้รวดเร็วมาก ตั้งแต่เรื่อง Covid 19 ที่ออกมาตการ Unlimited QE ภายใน 1 เดือน หลัง Covid เริ่มระบาด รวมไปถึงรอบนี้ใช้เวลาเพียง 1 วันในการสั่งปิด SVB Bank และใช้เวลาเพียง 3 วัน เพื่อออกมาตรการป้องกัน Bank run ด้วยการคุ้มครองเงินฝากพร้อมทั้งรับประกันซื้อพันธบัตรเต็มจำนวน 

 

ทั้งนี้ ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยก็ยังคงอยู่ และเงินเฟ้อที่กดดันให้ยังคงต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อไปกลับเป็นปัจจัยเสียงต่อเนื่องที่จะส่งผลต่อเสถียรภาพต่อเศรษฐกิจ ซึ่งหากภาพเงินเฟ้อจะอยู่ยาว การลดดอกเบี้ยจึงอาจจะเป็นไปได้ยาก แน่นอนว่าดอกเบี้ยที่สูงอย่างยาวนานย่อมส่งผลต่อต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ และยังส่งผลต่อ Invert Yield Curve โดยดอกเบี้ยพันธบัตรระยะสั้นยังจะคงสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนของธนาคารผ่านดอกเบี้ยเงินฝากจะยังคงสูงต่อไป 

 

ในทางกลับเงินดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวกลับต่ำกว่าพันธบัตรระยะสั้น (Invert Yield Curved) ทำให้รายได้จากการปล่อยกู้ระยะยาวน้อยลง ส่งผลถึง Net interest Margin แคบลงอย่างชัดเจน ประเด็นเรื่องเงินเฟ้อและดอกเบี้ยจึงยังคงเห็นปัจจัยหลักที่ต้องดูกันต่อว่า จะมีบริษัทใดที่จะเจอปัญหาจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วอีกหรือไม่

 

นักวิเคราะห์จาก บล. เอเซีย พลัส ได้กล่าวว่า เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาหุ้นสหรัฐยังคงเผชิญความผัวผวน โดยช่วงแรกของ ชม. ซื้อขายตลาดเปิดตัวในกรอบแคบเนื่องจากยังสับสวนและมึนงง ในตัวเลข ตลาดแรงงานที่คละเคล้ากัน อย่างไรก็ตามช่วงท้าย ช.ม ซื้อขายตลาดเข้าโหมด ปิดรับความเสี่ยง หลังมีข่าวธนาคาร SVB 

 

ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ใหญ่เป็นอันดับ ที่ 16 ของสหรัฐต้องปิดกิจการและผู้คุมกฎด้านการเงินของรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯประกาศเข้ายึดธนาคาร ทำให้ตลาดกังวลว่าการล้มของธนาคาร SVB อาจ ส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่แก่ธนาคารพาณิชย์อื่น ส่งผลให้มีแรงซื้อในผลตอบแทน พันธบัตรสหรัฐ สวนทางตลาดหุ้นที่มีแรงเทขาย โดยดัชนี Down jones -1.07%, S&P500 -1.45% และ Nasdaq -1.76% 

 

ทั้งนี้ หุ้นทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกกรรมใน ดัชนี S&P500 ปิดลบทั้งหมดนำโดย Real Estate -3.25% และ Materials -2.15% อย่างไรก็ตามหลังข่าว SVB ล้มทำให้ FED มีการนัดประชุมพิเศษในวัน จันทร์นี้เพื่อทบทวนและตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยรวมถึงเมื่อคืนที่ผ่านมา Fed ได้ประกาศตั้ง New emergency bank term funding program เพื่อคุ้มครอง เงินฝากของลูกค้า SVB 

 

ทั้งหมดส่งผลให้ CME FedWatch tool เผยโอกาสที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 50bps ในการประชุมวันที่ 23 มี.ค. ลดลงเหลือ 20% จาก เดิม 70% ในสัปดาห์ก่อน โดยตลาดจับตาการประชุมนัดพิเศษของ FED ในวัน จันทร์และเงินเฟ้อสหรัฐเดือน ก.พ. ในวันอังคารนี้เนื่องจากอาจเป็นตัวกำหนด ระดับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและทิศทางการลงทุน 

 

ทั้งนี้ฝ่ายวิจัย คาดการณ์ประเด็น SVB ว่า จะกระทบไทยจำกัด แต่ติดตามในระยะยาว ซึ่งจากกระแส SVB Bank ล้มละลาย กดดันตลาดหุ้นโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วงนี้ แต่คาดว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้นไทยจำกัด สะท้อนได้จากการเกิดปัญหาเกิดจากดอกเบี้ยสหรัฐถูกเร่งขึ้นมาเร็วกว่า 4.25% ในช่วง 1 ปี จาก 0.5% จนล่าสุดอยู่ที่ 4.75% ขณะที่ดอกเบี้ยไทย ธปท. ปรับขึ้น 1% ในช่วง 1 ปี จาก 0.5% ล่าสุดอยู่ที่ 1.75% ต่ำกว่าสหรัฐมาก ทำให้ประสบปัญหาการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและต้นทุนการเงินที่น้อยกว่าสหรัฐมาก

 

ขณะที่ผลกระทบทางตรง เบื้องต้นฝ่ายวิจัยฯ ทำการค้นหาว่า SVB ถือหุ้นใดในบริษัทจดทะเบียนไทยบ้าง ซึ่งยังไม่เห็น SVB Bank ติดรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ในหุ้นไทย  แต่ในอีกมุมเห็นมี ETF ที่มีการลงทุนใน SVB Bank ได้แก่ KRE etf 2.34% , XLF etf 0.41% และ กองทุนในประเทศไทย ได้แก่ KT-FINANCE , TUSFIN , ONE-GLOBFIN , KWI-USBANK , BFINTECH เป็นต้น 

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนตามสหรัฐในช่วงนี้ แต่ในอีกมุมเสถียรภาพทางการเงินสหรัฐที่ลดลง กดดันให้ค่าเงินสหรัฐที่พลิกกลับมาอ่อนค่า และค่าเงินในเอเชีย รวมถึงบาทที่พลิกกลับมาแข็งค่าต่ำกว่า 35 บาท/เหรียญ อีกครั้งครั้ง หนุนต่างชาติที่ลงทุนในไทยมีโอกาสได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และตัดสินใจย้ายเม็ดเงินจากสหรัฐบางส่วนกลับมาสะสมตลาดหุ้นไทยบ้าง ภายใต้ดัชนีที่ต่ำกว่า 1610 จุด

 

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำถือเงินสดบางส่วน 10-20% ส่วนหุ้นที่อาจผันผวนในช่วงสั้น คือ หุ้นกลุ่ม BANK , TECH แต่หุ้นที่น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น คือ หุ้นกลุ่ม Real Sector อย่าง กลุ่มอาหาร ค้าปลีก รับเหมา โรงไฟฟ้า รวมถึงกลุ่มพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากดอลลาร์อ่อนค่า นอกจากนี้นักลงทุนน่าจะกลับมาโฟกัสเลือกหุ้นที่งบดุลแข็งแกร่งมากขึ้น 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก