posttoday

SCG โชว์แผนปี 66 เดินหน้าปรับตัวลงทุนตามกลยุทธ์ ตั้งเป้ารายได้โต 10%

26 มกราคม 2566

เอสซีจี ปรับตัวรับกระแสต้นทุนพลังงานพุ่ง มุ่งรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ลงทุนตามกลยุทธ์ อย่างรอบคอบ รัดเข็มขัด ตั้งเป้าปี 66 ภาพรวมการดำเนินงานมีอัตราการเติบโตได้ที่ประมาณ 10% พร้อมโชว์ผลงานปี 65 มีรายได้รวม 569,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% และกำไร 21,382 ล้านบาท ลดลง 55%

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ จำกัด (มหาชน) (SCG) เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2566 นี้ โดยมองว่า มีแนวโน้มดีขึ้น จากกาคท่องเที่ยวและการบริโภคกลับมาคึกคัก ขณะที่ตลาดอาเซียน ปรับตัวดีขึ้น ตามการเปิดประเทศของจีน ส่วนราคาถ่านหินในตลาดโลกลดลงหลังจากช่องฤดูหนาว และเงินเฟ้อเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว โดยในปีนี้บริษัทเชื่อมั่นว่าจากสถานการณ์ที่ดีขึ้นจะส่งผลให้ภาพรวมการดำเนินงานมีอัตราการเติบโตได้ที่ประมาณ 10%

 

อย่างไรก็ตามจากวิกฤติต้นทุนพลังงาน ทั้งถ่านหินและค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้บริษัทมารุกธุรกิจพลังงานมากยิ่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 234 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้น 78% ด้วยระบบเครือข่ายไฟฟ้าอัจริยะ Smart Grid ทั้งนี้บริษัทเพิ่มสัดส่วนใช้เชื้อเพลงทดแทนเป็น 34% จากเดิม 26% และมีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 194 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจาก 130 เมกะวัตต์ ขณะเดียวกันยังลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยได้ 3 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซต์ซึ่งเกินกว่าเป้าหมายที่ได้วางไว้

 

“ในปีที่ผ่านมา จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวน โดยเฉพาะความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั้งถ่านหินและค่าไฟพุ่งสูงขึ้น ส่วนเงินเฟ้อ ค่าเงินบาทผันผวน เศรษฐกิจจีนชะลอตัว และวัฏจักรปิโตรเคมีขาลงครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี ทั้งนี้บริษัทจึงได้ปรับตัวเพื่อลดผลกระทบ โดยมุ่งรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ลดต้นทุนโดยใช้พลังงานทดแทนและเทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการผลิต ส่งผลให้เงินคงเหลือกว่า 95,000 ล้านบาท”นายรุ่งโรจน์ กล่าว 

 

สำหรับในปี 2566 นี้ บริษัทยังคงมุ่งรักษาความมั่นคงทางการเงินและสภาพคล่อง ลงทุนตามกลยุทธ์ อย่างรอบคอบ รัดเข็มขัด รวมทั้งลดต้นทุนพลังงาน ขณะเดียวกัน เร่งเดินหน้าธุรกิจเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใหม่ ๆ ลงทุนใน นวัตกรรม คว้าโอกาสเศรษฐกิจฟื้น สร้างโซลูชั่นรองรับเมกะเทรนด์โลก เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ ซึ่งตลาดในภูมิภาคเริ่มฟื้น และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง 

 

นอกจากนี้บริษัทยังพร้อมช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สังคม โดยในปี 2565 สร้างอาชีพให้ผู้ที่เผชิญ วิกฤติเศรษฐกิจรวม 9,000 คน ให้มีรายได้ ลดเหลื่อมล้ำในสังคม คณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2555 ในอัตราหุ้นละ 8.0 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 9,600 ล้านบาท คิดเป็น 45% ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม 

 

ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผล ระหว่างการสำหรับครึ่งปีแรกในอัตราหุ้นละ 60 บาท เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตรา หุ้นละ 2.0 บาท การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 10 เมษายน 2566 โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 25 เมษายน 2566 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี

 

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท มีรายได้รวม 569,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% กำไร 21,382 ล้านบาท ลดลง 55% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากเศรษฐกิจชะลอตัว ปิโตรเคมีขาลง ต้นทุนพลังงานสูง ในส่วนของผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565 บริษัทมีรายได้จากการขาย 122,190 ล้านบาท ลดลง 14% มีกำไร 157 ล้านบาท ทั้งนี้หากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ รายการด้อยค่าสินทรัพย์และรายการอื่น จะมีกำไร 1,070 ล้านบาท ลดลง 66% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า 

 

ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2565 เมื่อแยกตามกลุ่มธุรกิจ แบ่งได้เป็น ธุรกิจเคมิคอลส์ (SCGC) มีรายได้จากการขาย 236,587 ล้านบาท ลดลง 1% กำไร 5,901 ล้านบาท ลดลง 80% ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 204,594 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% กำไร 3,789 ลดลง 11% เอสซีจีแพจเกจจิ้ง (SCGP) มีรายได้จากการขาย 146,068 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% กำไร 5,801 ล้านบาท ลดลง 30% 

 

นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้จากยอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม อยู่ที่ 195,520 ล้านบาท หรือคิดเป้น 34% ของยอดขายรวม ทั้งนี้ยังมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ คิดเป็น 17% และ Service Solutions คิดเป็น 6% ของยอดขายรวม ณ สินปี 2565 บริษัทมีสินทรัพย์รวม โดยมีมูลค่า 906,490 ล้านบาท โดย 45% เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน (นอกเหนือจากไทย)