
ไทยมีของแต่ต้องเร่งเครื่อง! “ศุภชัย เจียรวนนท์” ชี้ 5 โอกาสทอง ปั้นไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก
“ศุภชัย เจียรวนนท์” ชี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้ง ภูมิรัฐศาสตร์ AI พลังงานสะอาด และระบบการค้า แนะไทยเร่งเปลี่ยนแต้มต่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปักหมุด 5 Global Hub ตั้งแต่เทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากร อาหาร-สุขภาพ และการค้า ย้ำ AI คือทางออกสำคัญ แต่ต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา ดึงลงทุน R&D สร้าง Startup Ecosystem และรักษาเสถียรภาพประเทศ
KEY
POINTS
- “ศุภชัย เจียรวนนท์” ชี้โลกกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ แนะไทยเร่งเปลี่ยนแต้มต่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
- ปักหมุด 5 Global Hub ตั้งแต่เทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากร อาหาร-สุขภาพ และการค้า
- ย้ำ AI คือทางออกสำคัญ พร้อมเร่งปฏิรูปการศึกษา ดึงลงทุน R&D สร้าง Startup Ecosystem และรักษาเสถียรภาพประเทศ
นายศุภชัย เจียรวนนท์ รองประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท อไรซ์ เวนเจอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวในงานสัมมนาของ THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026: Reinvent Thailand เห็นทิศทางโลก เข้าใจทิศทางไทย จากผู้นำที่สร้างอนาคตจริง
หัวข้อ Opportunity Thailand: From Thailand Advantage to Thailand Next Growth Engine โอกาสประเทศไทย: เปลี่ยนแต้มต่อ เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ว่า การกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจโลก หรือ New World Order
เพราะประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain และไม่สามารถแยกตัวออกจากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นได้
ทั้งนี้ โครงสร้างโลกยุคใหม่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่
- Geopolitical Fragmentation การแบ่งขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโลกสองขั้ว แต่กำลังขยายไปสู่โลกหลายขั้ว
- Technology Disruption โดยเฉพาะ AI ที่กำลังเข้ามาพลิกโฉมเทคโนโลยีทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่ Deep Tech, Space Technology ไปจนถึง Quantum Computing
- Green Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและระบบพลังงานที่ยั่งยืน โดยต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมีแนวโน้มแข่งขันได้มากขึ้น รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งอาจกลายเป็นพลังงานทางเลือกในอนาคต
- Digitalization และ Digital Currency ที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเงินและธุรกรรมโลก
- การเปลี่ยนแปลงของ Global Trade และห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งกำลังเปิดโอกาสให้ประเทศต่างๆ แข่งขันกันสร้างตำแหน่งแห่งใหม่ในเศรษฐกิจโลก
5 เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ปักหมุด Global Hub
นายศุภชัย กล่าวว่า คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงประเทศไทยจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร แต่ต้องมองให้ไกลกว่านั้นว่าไทยจะเข้าไปอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อุปทานโลก และจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจโลกได้อย่างไร
ปัจจุบันประเทศต่างๆ กำลังแข่งขันกันเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ หรือ New Economy Hub โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ซึ่งสหรัฐฯ มีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 3.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุค AI มีขนาดใหญ่กว่ายุคอินเทอร์เน็ตอย่างมีนัยสำคัญ และจะเร่งให้เศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัวอย่างรวดเร็วในระดับที่โลกไม่เคยเผชิญมาก่อน
สำหรับประเทศไทย มองเห็นโอกาสในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่อย่างน้อย 5 ด้าน ประกอบด้วย
1. Technology and New Economy Hub
ประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดการลงทุน Data Center ให้เป็นระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงไปถึง Cloud Technology, AI และ อุตสาหกรรม Semiconductor เนื่องจาก Data Center จำเป็นต้องใช้ชิปประมวลผลจำนวนมาก
และต้องมีการเปลี่ยนชิปตามรอบเทคโนโลยีประมาณทุก 5 ปี หากไทยสามารถดึงดูด Data Center ระดับภูมิภาคได้ ก็จะเพิ่มโอกาสดึงดูดผู้ผลิต Semiconductor และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องเข้ามาลงทุนตาม
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในธุรกิจ Robotic Automation และ Autonomous Technology ซึ่งจะเติบโตตามการเข้ามาของ AI และสอดรับกับปัญหาสังคมสูงวัยและการลดลงของกำลังแรงงาน
อีกหนึ่งอุตสาหกรรมสำคัญคือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยประเทศไทยมีพื้นฐานเป็นฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลกอยู่แล้ว และมีโอกาสรักษาสถานะการเป็นหนึ่งใน 10 ประเทศผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกในยุค EV รวมถึงยกระดับเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออก EV ของอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือผู้ประกอบการและผู้ผลิตไทยจะปรับตัวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้เร็วเพียงใด เพราะหากปรับตัวไม่ทัน ผู้ผลิตไทยอาจถูกลดบทบาทและมูลค่าลง ขณะที่ผู้ประกอบการต่างชาติจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
2. Technology and Innovation Hub
การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีไม่สามารถพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของประเทศควบคู่กันไป
ยกตัวอย่างจีนที่สามารถผลักดันงบประมาณ R&D จากเป้าหมาย 2% ของ GDP เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน จนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.8% ขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 0.9% ซึ่งยังมีช่องว่างอีกมาก
ดังนั้น การส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI ควรเชื่อมโยงไปถึงการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ในประเทศไทย รวมถึงการสร้างความร่วมมือระหว่างศูนย์วิจัยของบริษัทต่างชาติกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ
อุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาสต่อยอด ได้แก่ Biotechnology, AI, Digital Technology, Quantum Computing, Space Technology, Food Technology และ Nanotechnology
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ Startup โดยเฉพาะ Tech Startup ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของการเป็น Technology and Innovation Hub
ปัจจุบันสิงคโปร์มี Tech Startup จดทะเบียนประมาณ 50,000 ราย ขณะที่ประเทศไทยมีประมาณ 2,000 ราย เพิ่มขึ้นจากประมาณ 500 รายเมื่อ 3 ปีก่อน แม้จะเติบโตขึ้นมาก แต่ยังมีช่องว่างอีกมหาศาล
นายศุภชัยมองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวน Tech Startup ไปถึง 200,000 ราย โดยต้องสร้างแรงจูงใจด้านภาษี การร่วมลงทุน (Matching Fund) และระบบสนับสนุนเงินทุนจากภาครัฐ เพื่อดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติให้เข้ามาตั้งธุรกิจและศูนย์วิจัยในประเทศ
3. Human Capital Hub เร่งปฏิรูปการศึกษา รับยุค AI
อีกหนึ่งรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจใหม่คือทุนมนุษย์ เพราะต่อให้มีเงินลงทุนและเทคโนโลยีมากเพียงใด หากไม่มีบุคลากรที่มีทักษะรองรับ ก็ไม่สามารถสร้างความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ประเทศไทยจึงต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา โดยนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเรียนรู้ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงมหาวิทยาลัย พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Reskilling) และสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจและ Startup
นายศุภชัย ระบุว่า ประเทศไทยมีนักศึกษาระดับอุดมศึกษาประมาณ 2 ล้านคน และมีผู้สำเร็จการศึกษาประมาณ 500,000 คนต่อปี ดังนั้น ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานอีกประมาณ 2 ล้านคน คำถามคือคนกลุ่มนี้จะมีทักษะและกรอบความคิดพร้อมสำหรับโลก AI มากน้อยเพียงใด
การสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้จึงไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการได้เกรดหรือปริญญา แต่ควรเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ทำโครงการที่สร้างการเปลี่ยนแปลง มีระบบบ่มเพาะ มีเงินทุนสนับสนุน และได้รับการยอมรับจากสังคมในฐานะผู้สร้างนวัตกรรม
ยกตัวอย่างประเทศจีน สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ที่เริ่มนำหลักสูตร AI เข้าไปในระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษา สะท้อนให้เห็นว่าการเตรียมความพร้อมด้าน AI ต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง
4. Food Security and Healthcare Hub ชูจุดแข็งอาหารและสุขภาพ
ประเทศไทยยังมีแต้มต่อสำคัญจากภาคเกษตร อาหาร และระบบสาธารณสุข ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและตลาดโลกได้
ในภาคเกษตร ประเทศไทยมีผลผลิตธัญพืชสูงกว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศประมาณ 19% และยังมีศักยภาพเพิ่มผลผลิตได้อีก 2-3 เท่า หรืออาจถึง 5 เท่า หากมีการลงทุนบริหารจัดการน้ำ ระบบชลประทาน และ Smart Farming อย่างจริงจัง
นอกจากนี้ ไทยยังมีโอกาสยกระดับจากผู้ผลิตสินค้าเกษตรไปสู่การเป็นผู้นำด้าน Food Technology และ Biotechnology โดยเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ยกตัวอย่างทุเรียนที่มีมูลค่าส่งออกประมาณ 140,000 ล้านบาท แต่ยังมีผลผลิตส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพจึงควรพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
ส่วนธุรกิจ Healthcare ประเทศไทยมีรากฐานระบบสาธารณสุขที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน และสามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจ Wellness Tourism ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์ และคาดว่าจะเติบโตเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
5. Global Trade Hub เปลี่ยนทำเลไทยเป็นศูนย์กลางการค้าโลก
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญคือการใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางอาเซียน เชื่อมโยงจีน อินเดีย และประเทศต่างๆ ในภูมิภาค รวมถึงมีโอกาสเชื่อมต่อเส้นทางการค้าระหว่างมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก
ปัจจุบันมูลค่าการค้าของไทยอยู่ที่ประมาณ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอยู่ในอันดับที่ 22 ของโลก แม้จะเป็นตัวเลขที่สูง แต่ยังตามหลังสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม
ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพด้านภูมิศาสตร์ที่จะพัฒนาเป็นศูนย์กลางการค้าได้ไม่แพ้ประเทศเหล่านี้ โดยยกตัวอย่างสิงคโปร์ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าภูเก็ตเพียงประมาณ 20% แต่มีมูลค่าการค้าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการวางตำแหน่งประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าโลก
หากไทยสามารถยกระดับบทบาทด้านการค้าได้ จะเกิดผลต่อเนื่องไปยังธุรกิจโลจิสติกส์ การเงิน การธนาคาร และการหมุนเวียนเงินทุนในประเทศ ทำให้ไทยไม่ได้สร้างมูลค่าเฉพาะจากตลาดภายในประเทศ แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคและระดับโลก
5 เงื่อนไขสร้างไทยแกร่งแข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม การผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็น Global Hub ทั้ง 5 ด้าน ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการมีแต้มต่อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งพื้นฐานของประเทศ 5 ประการ ได้แก่
1. รักษาความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยต้องรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับมหาอำนาจทุกฝ่าย ไม่เลือกข้าง และเป็นประเทศที่ทุกฝ่ายไว้วางใจ พร้อมรักษาเสถียรภาพและความเป็นเอกภาพภายในประเทศ
2. สร้างเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายระยะยาว ประเทศไทยเผชิญปัญหาเศรษฐกิจเติบโตเพียง 1-2% ต่อเนื่องมานานส่วนหนึ่งจากการขาดความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ จึงจำเป็นต้องมีระบบการเมืองที่มีเสถียรภาพ เพื่อให้การปฏิรูปและยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศเดินหน้าได้ต่อเนื่องในระยะ 4-10 ปี
3. ยกระดับ Transparency และ Good Governance ต้องสร้างความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ ทั้งข้อมูลผลการดำเนินงาน การใช้จ่ายงบประมาณ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยสามารถนำ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมเร่งพัฒนาสู่ Cashless Society เพื่อให้ธุรกรรมทางเศรษฐกิจสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงยกระดับ Cybersecurity และ AI Defense เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
4. สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการเชื่อมโยงกับแหล่งพลังงานสะอาดในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งลาวและเมียนมา รวมถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติ จึงควรวางแผนบริหารจัดการพลังงานระยะกลางและระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน
5. เพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งปีที่ผ่านมาเวียดนามมี FDI ประมาณ 30,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอยู่ที่ประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ แม้ตัวเลขการลงทุนของไทยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณเท่าตัว แต่ยังต้องเร่งสร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจไปสู่ระดับ 4-5%
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีจุดแข็งจากตลาดทุนที่มีสภาพคล่องสูงในระดับอาเซียน แต่ต้องยกระดับความน่าเชื่อถือและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน โดยเฉพาะ Tech Startup และธุรกิจ New Economy พร้อมออกแบบมาตรการสนับสนุนทั้ง Matching Fund สิทธิประโยชน์ทางภาษี และการดึงดูดบุคลากรต่างชาติที่มีศักยภาพให้เข้ามาทำงานและตั้งธุรกิจในไทย
กระจายทุนสู่ภูมิภาค ลดเหลื่อมล้ำ
นายศุภชัย ยังเน้นย้ำว่า การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ต้องไม่กระจุกตัวอยู่เพียงกรุงเทพฯ หรือเมืองเศรษฐกิจหลัก แต่ต้องกระจายโอกาสและเงินทุนไปสู่ภูมิภาค เพื่อสร้างการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน
โดยต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน ระบบน้ำ ชลประทาน รถไฟ และการพัฒนาเมืองในระดับภูมิภาค จังหวัด และอำเภอ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการพัฒนาระบบสหกรณ์ โดยเฉพาะภาคเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถรวมตัวเป็นเจ้าของโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ บริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้อย่างยั่งยืน
ยกตัวอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่มีระบบสหกรณ์เข้มแข็งและสามารถยกระดับเกษตรกรให้มีบทบาทมากกว่าเพียงผู้ผลิตสินค้าเกษตร แต่เป็นเจ้าของสินทรัพย์และมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม
นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณานำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศและทรัพยากรทางการเงินของประเทศบางส่วนมาสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างความเสมอภาค และกระจายความมั่งคั่งสู่ประชาชน
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Global Hub ทั้ง 5 ด้าน การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน หรือการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก ทุกเรื่องล้วนต้องอาศัยการปรับตัวเข้าสู่ยุค AI
“เราเข้าสู่ยุคของ AI แล้ว AI Era เสนอทางออกให้เราทั้งหมด เพราะฉะนั้น AI คือทางออกของเรา”







