posttoday
KKP กำไร Q3/69 พุ่ง 43% แตะ 2,388 ล้าน รายได้ค่าธรรมเนียมโต

KKP กำไร Q3/69 พุ่ง 43% แตะ 2,388 ล้าน รายได้ค่าธรรมเนียมโต

20 ตุลาคม 2569

KKP รายงานงบไตรมาส 3/69 กำไรสุทธิ 2,388 ล้านบาท พุ่งขึ้น 43% หนุนจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยโต 28.3% และ NPL ลดลงเหลือ 3.4% ส่วน 9 เดือนแรก กำไรสุทธิพุ่ง 6,466 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • KKP มีกำไรสุทธิไตรมาส 3/69 อยู่ที่ 2,388 ล้านบาท เติบโต 43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • การเติบโตหลักมาจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 28.3% โดยเฉพาะรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและจัดการกองทุน
  • งวด 9 เดือนแรกของปี 69 มีกำไรสุทธิ 6,466 ล้านบาท พุ่ง 56.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวมจำนวน 2,388 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 43.0% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 2,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน 

 

โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยังคงเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานในหลายธุรกิจหลัก สะท้อนถึงความสามารถในการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ของกลุ่มธุรกิจฯ ทั้งจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ยังคงเติบโตต่อเนื่องในระดับที่ดี และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่กลับมาทรงตัว ในขณะที่คุณภาพสินเชื่อโดยรวมยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ดี

 

สำหรับกำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3/2569 โดยหลักเป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 28.3% หากเทียบกับไตรมาส 3/2568 จากการเติบโตของรายได้ในหลายธุรกิจหลัก ทั้งในส่วนของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!)

 

รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รวมถึงรายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจที่ปรับเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร ยังคงมีส่วนแบ่งตลาดในการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์เป็นอันดับที่ 1 อย่างต่อเนื่อง 

 

ในขณะที่ทางด้านรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ ปรับเพิ่มขึ้นเช่นกันที่ 6.5% จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 3/2569 ที่ปรับเพิ่มขึ้นหากเทียบกับไตรมาส 3/2568 จากการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินยังคงปรับตัวลดลง

 

ทางด้านปริมาณสินเชื่อโดยรวม ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ปรับเพิ่มขึ้น 3.7% จากสิ้นปี 2568 ซึ่งยังคงเป็นไปตามมาตรการของธนาคารในการเติบโตสินเชื่ออย่างระมัดระวังไปในประเภทที่มีผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีคุณภาพสูง โดยหลักจากการเติบโตในส่วนของสินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อบรรษัท ทางด้านคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี โดยมีการสำรองผลขาดทุนด้าน 

 

ทั้งนี้ ธนาคารยังคงดำเนินการอย่างระมัดระวังในการพิจารณาตั้งสำรองในระดับที่เหมาะสม เครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 3/2569 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 928 ล้านบาท ในส่วนของผลขาดทุนจากการขายรถยึดยังควบคุมได้ในระดับที่ดี

 

ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 ปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตยังคงปรับตัวลดลง ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3.4% ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 จาก 4.3% ณ สิ้นปี 2568 สำหรับอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตปรับเพิ่มขึ้นมา อยู่ที่ 154.7%

 

สำหรับงวด 9 เดือนปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิรวม 6,466 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.1% จากงวดเดียวกันของปี 2568 และมีกำไรเบ็ดเสร็จรวมจำนวน 6,925 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 37.8% หากเทียบกับงวด 9 เดือนของปีก่อน 

 

กำไรสุทธิที่ปรับเพิ่มขึ้น โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 40.2% จากงวดเดียวกันของปีก่อน โดยหลักจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง รายได้ที่เกิดจากการให้บริการทางการเงินและการลงทุนแบบดิจิทัลของธุรกิจไดม์ (Dime!) รายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจจัดการกองทุน รายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจ รายได้ค่านายหน้าขายประกัน 

 

รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนและรายได้จากเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ปรับลดลงตามคุณภาพสินเชื่อที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งรวมแล้วส่งผลให้ธนาคารมีผลประกอบการที่ปรับเพิ่มขึ้นในระดับที่ดี

ข่าวล่าสุด

สาวก Hello Kitty เตรียมใจละลาย!  MEYER (ไมย์เออร์) จับมือ ห้างเซ็นทรัล เปิดตัวเครื่องครัวลิขสิทธิ์สุดคิวต์

สาวก Hello Kitty เตรียมใจละลาย! MEYER (ไมย์เออร์) จับมือ ห้างเซ็นทรัล เปิดตัวเครื่องครัวลิขสิทธิ์สุดคิวต์