
ไทยหลุดพ้นภาวะเงินฝืด! IMF คาดเศรษฐกิจไทยโต 2.1% อานิสงส์ AI ช่วยหนุน
IMF ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2026 ชี้ เอเชียเป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่นที่สุด ด้านเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะขยายตัวที่ 2.1% ในปีนี้ และหลุดพ้นจากสภาวะเงินฝืด
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานคาดการณ์เศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ฉบับล่าสุดในการประชุม IMF–World Bank ประจำปี 2026 โดยชี้ว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังรับมือกับความผันผวนได้ดี แต่ความสามารถในการรับแรงกระแทกเริ่มถึงขีดจำกัดแล้ว ท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังมีแนวโน้มฉุดรั้งการเติบโต
ซิลวานา เทนเรย์โร (Silvana Tenreyro) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยคนใหม่ของ IMF แถลงว่า IMF ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 ไว้ที่ 3.1% ชะลอตัวลง 0.14% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าจะฟื้นตัวขยับขึ้นแตะ 3.4% ในปี 2027
ทิศทางดังกล่าวเป็นผลจาก 2 ปัจจัยหลักที่กำลังยื้อยุดเศรษฐกิจโลก ได้แก่ ปัจจัยกดดันจากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้นตามสถานการณ์สงคราม และปัจจัยหนุนจากกระแสความตื่นตัวด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาช่วยกระตุ้นการค้าและการลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองปัจจัยล้วนส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นพร้อมกัน โดย IMF ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) ทั่วโลกจะพุ่งขึ้นแตะ 4.7% ในปีนี้ ก่อนจะค่อยๆ ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 4.1% ในปี 2027
AI ขุมพลังหลักพยุงการค้าโลก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า อุตสาหกรรม AI กำลังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยภาพรวมการค้าช่วงปี 2023-2025 ขยายตัวสะสมที่ 8.3% ซึ่งเป็นผลจากการค้าสินค้ากลุ่ม AI ที่เติบโตก้าวกระโดดถึง 29% และหากขาดแรงหนุนจาก AI ในส่วนนี้ การค้าโลกจะขยายตัวได้เพียง 4.6% เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีนี้ก็มีความเสี่ยงซ่อนอยู่ เทนเรย์โร ชี้ให้เห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานของ AI ที่ผูกติดอยู่กับประเทศ อุตสาหกรรม และบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง อาจทำให้เกิดปัญหาคอขวดและภาวะชะงักงันได้
นอกจากนี้ หากตลาด AI เกิดการปรับฐานมูลค่าอย่างรุนแรง หรือเผชิญภัยคุกคามทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ ก็อาจลุกลามจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของโลกในวงกว้างได้เช่นกัน
เปิด 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดรั้งเศรษฐกิจโลก
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก IMF ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกในระยะต่อไปยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ 3 ประการที่อาจบั่นทอนการเติบโต ได้แก่
1. วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
หากไฟสงครามยืดเยื้อจนกระทบการผลิตและการขนส่ง ราคาพลังงานโลกจะยิ่งพุ่งสูงขึ้น แม้ที่ผ่านมาหลายประเทศจะรับมือได้ดีจากการดึงสต๊อกสำรองมาใช้หรือเปลี่ยนไปพึ่งพาพลังงานหมุนเวียน แต่ทางเลือกเหล่านี้กำลังใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว นอกจากนี้ ปรากฏการณ์เอลนีโญยังอาจเข้ามาซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ให้รุนแรงขึ้นไปอีก
2. ความคาดหวังต่อเทคโนโลยี AI ที่สูงเกินจริง
หากในท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยี AI ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพหรือสร้างผลตอบแทนได้ตามที่นักลงทุนคาดหวังไว้ อาจกระเทือนความเชื่อมั่นและนำไปสู่การปรับฐานของตลาดครั้งใหญ่
3. ภาระหนี้และข้อจำกัดทางการคลัง
ในยุคที่ต้นทุนการกู้ยืมพุ่งสูงและหนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ในระดับวิกฤต รัฐบาลต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยจนเบียดบังงบประมาณที่ควรนำไปลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลให้ "พื้นที่ทางการคลัง" หรือความสามารถในการอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อเป็นเบาะรองรับวิกฤตในอนาคตลดน้อยลงอย่างน่ากังวล
IMF แนะคุมเข้มการเงิน-เร่งลดหนี้สาธารณะ
IMF ส่งสัญญาณชัดเจนถึงธนาคารกลางทั่วโลก ให้คงความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาเป็นอันดับแรก โดยเน้นย้ำว่านโยบายการเงินต้องเข้มงวดมากพอที่จะสกัดกั้นผลกระทบต่อเนื่องและดึงอัตราเงินเฟ้อกลับสู่กรอบเป้าหมาย
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้รัฐบาลใช้นโยบายการคลังอย่างรัดกุม โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้สาธารณะและยอดขาดดุลสูง ซึ่งควรเร่งรักษาวินัยการคลังเพื่อกดตัวเลขหนี้ให้อยู่ในทิศทางขาลง
เอเชียผงาดหนุนการเติบโตโลก – 'ไทย' จ่อสลัดหลุดภาวะเงินฝืด
ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชียกลายเป็นจุดเด่นที่เติบโตได้แข็งแกร่งที่สุด โดยมีกระแสความตื่นตัวด้าน AI เป็นแรงหนุนสำคัญที่ช่วยชดเชยต้นทุนจากการนำเข้าพลังงาน นำโดยอินเดียที่มีแนวโน้มขยายตัวสูงถึง 7% ทั้งในปีนี้และปีหน้า
ส่วนจีนคาดว่าจะเติบโต 4.5% ในปีนี้ และ 4% ในปีหน้า ขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน AI อย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ต่างได้รับการปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีถ้วนหน้า
สำหรับเศรษฐกิจไทย เทนเรย์โรระบุว่า หลังจากเผชิญภาวะเงินฝืดเมื่อปีที่ผ่านมา ในปีนี้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวและหลุดพ้นจากภาวะดังกล่าว โดย IMF ประเมินว่าจีดีพีของไทยจะขยายตัว 2.1% ทั้งในปี 2026 และ 2027
พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะขยับมาแตะ 2.1% ในปีนี้ ก่อนจะชะลอตัวลงเหลือ 1.7% ในปีหน้า
ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงานโลกได้ค่อนข้างดี และยังได้รับอานิสงส์จากการเป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI ของภูมิภาคด้วย
"เศรษฐกิจโลกพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมาโดยตลอด แต่ความยืดหยุ่นที่ว่านี้กำลังถึงขีดจำกัด ภารกิจสำคัญหลังจากนี้คือการก้าวข้ามจากการประคองตัว ไปสู่การฟื้นฟูเสถียรภาพทางการคลังและเสริมความแกร่งให้กับภาคอุปทาน เพื่อปูทางให้ทุกประเทศกลับมาเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกครั้ง"







