
อินฟินีออนปักฐานชิปไทย 4.8 หมื่นล้าน เปิดโรงงาน 1 ต.ค. จ้างงาน 5 พันคน
บีโอไอชี้โรงงานใหม่ที่สมุทรปราการจะผลิตและทดสอบชิป พร้อมตั้งศูนย์วิจัย โดยมีเงื่อนไขพัฒนาบุคลากรและซัพพลายเออร์ไทย
KEY
POINTS
- อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เตรียมเปิดโรงงานผลิตและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ที่สมุทรปราการในวันที่ 1 ตุลาคม ด้วยมูลค่าการลงทุน 4.8 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะมีการจ้างงานกว่า 5,000 ตำแหน่ง
- โรงงานแห่งนี้จะเป็นฐานการผลิตชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของโลก เพื่อรองรับความต้องการในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และดาต้าเซ็นเตอร์
- การลงทุนครั้งนี้มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรและห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยมีแผนร่วมมือกับมหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตร และส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2569 บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เตรียมเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการ วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โครงการได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ มีมูลค่าลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท และเตรียมจ้างบุคลากรไทยกว่า 5,000 คน
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า โรงงานแห่งนี้จะผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน หรือ Power Module ทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ และตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์ โดยจะเป็นฐานผลิต Power Module แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน เพื่อรองรับความต้องการจากอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ระบบพลังงาน และดาต้าเซ็นเตอร์
เงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนกำหนดให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน และส่งบุคลากรกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ บริษัทมีแผนร่วมกับมหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา รวมทั้งทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยไทยไม่น้อยกว่า 18 โครงการ
ในด้านห่วงโซ่อุปทาน อินฟินีออนจะพัฒนาผู้ประกอบการไทยไม่น้อยกว่า 14 ราย เพื่อให้มีโอกาสเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ และมีค่าใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนาไม่น้อยกว่า 2,800 ล้านบาท
นายนฤตม์ระบุว่า การลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ซึ่งตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาทใน 5 ปีแรก โจทย์ต่อจากการเปิดโรงงานคือการทำให้การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาคน และการจัดซื้อจากผู้ผลิตไทยเกิดขึ้นตามแผน เพื่อเพิ่มมูลค่าที่ไทยได้รับจากการลงทุนระยะยาว







