
เมื่อบั๊กสยบ Liquid Network แฮ็คบิทคอยน์หมื่นล้าน เขย่าความเชื่อมั่นคริปโต
Liquid Network เผชิญวิกฤตหลังบั๊กเปิดทางถอน Bitcoin กว่า 4,000 BTC สะเทือนความเชื่อมั่นระบบการเงินดิจิทัลระดับสถาบัน แม้กู้คืนได้ส่วนใหญ่
Liquid Network โครงสร้างพื้นฐาน Bitcoin Sidechain ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธุรกรรมระดับสถาบันและเน้นความปลอดภัยสูง เผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ หลังเกิดช่องโหว่ในซอฟต์แวร์เปิดทางให้ผู้ไม่ประสงค์ดีถอน Bitcoin ออกจากระบบกว่า 4,000 BTC มูลค่าราว 320 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 10,000 ล้านบาท
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2569 โดย Bitcoin ที่ถูกถอนคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 95% ของสินทรัพย์สำรองใน Federation Wallet ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญต่อความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานสินทรัพย์ดิจิทัลที่สถาบันการเงินและตลาดแลกเปลี่ยนพึ่งพา
Liquid Network โพสต์บน X ว่า ผู้ก่อเหตุเป็น “แฮ็กเกอร์หมวกขาว” (white-hat hackers) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักจะเคลื่อนย้ายเงินออกไปหลังค้นพบช่องโหว่ โดยจะคืนเงินให้ในภายหลัง แต่ก็มักเรียกเก็บค่าตอบแทนด้วย
Liquid Network เริ่มดำเนินงานในปี 2018 โดย Blockstream Corp. ก่อตั้งโดย อดัม แบ็ค ผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัส (cryptographer) บริหารจัดการโดยเครือข่ายที่ประกอบด้วยแพลตฟอร์มซื้อขาย บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน และบริษัทบริหารสินทรัพย์มากกว่า 80 แห่ง ตามข้อมูลของ Blockstream
โดยแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี รายใหญ่ เช่น BTSE และ Bitfinex ซึ่งมีบริษัทแม่เดียวกับ Tether ผู้ออกสเตเบิลคอยน์รายใหญ่ที่สุดของโลก เป็นลูกค้าของ Liquid Network ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่ช่วยให้ชำระธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วขึ้น ด้วยการออก Liquid Bitcoin หรือ L-BTC โดยมีบิตคอยน์จริงที่ถูกล็อกไว้เป็นสินทรัพย์หนุนหลัง
ไม่ใช่การขโมยคีย์ แต่เป็น “บั๊ก” ที่เจาะระบบ
จุดที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่ากังวลคือ ระบบรักษาความปลอดภัยของ Liquid Network ซึ่งใช้การอนุมัติแบบหลายลายเซ็น หรือ Multisig ไม่ได้ถูกเจาะ และไม่มีหลักฐานว่าคีย์สำคัญถูกขโมย
ต้นเหตุเกิดจากช่องโหว่ใน Elements ซึ่งเป็นชุดซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่ Liquid Network ใช้งาน โดยเกี่ยวข้องกับระบบ Confidential Transactions และกลไกตรวจสอบธุรกรรม
ผู้โจมตีสามารถทำให้ระบบเข้าใจผิดว่าธุรกรรมที่สร้าง Bitcoin ขึ้นมาโดยไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน เป็นธุรกรรมที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ส่งผลให้กระบวนการอนุมัติการถอน Bitcoin ไปยังเครือข่ายหลักทำงานโดยอัตโนมัติ
กล่าวง่าย ๆ คือ แม้ “กุญแจ” จะยังอยู่กับผู้ดูแล แต่ระบบกลับถูกหลอกให้เปิดประตูเอง
กู้คืนได้ 85% แต่ความเสี่ยงยังไม่จบ
หลัง Blockstream แก้ไขช่องโหว่และอัปเดตระบบ มีรายงานว่าสินทรัพย์ประมาณ 3,400 BTC หรือราว 85% ถูกส่งคืนแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับ Bitcoin ที่เหลือราว 600 BTC ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 60 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 2,000 ล้านบาท
ประเด็นดังกล่าวทำให้ตลาดจับตาความเสี่ยงที่ L-BTC ซึ่งเป็น Bitcoin ที่ใช้งานบน Liquid Network อาจเกิดภาวะ “Depegging” หรือราคาหลุดจากการตรึงมูลค่า 1:1 กับ Bitcoin จริง หากสินทรัพย์สำรองไม่เพียงพอ
อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์อื่นบน Liquid Network เช่น USDT และสินทรัพย์ในกลุ่ม Real-World Assets (RWAs) ไม่ได้ถูกกระทบโดยตรง เนื่องจากใช้กลไกการออกสินทรัพย์แตกต่างจาก L-BTC
Multisig อาจไม่พอ หากโค้ดมีช่องโหว่
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับระบบการเงินดิจิทัลว่า การรักษาคีย์ด้วย HSM หรือ Multisig ที่รัดกุมอาจไม่เพียงพอ หากซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมมีช่องโหว่
ประการแรก ความถูกต้องของโค้ดมีความสำคัญไม่แพ้การรักษาคีย์ เพราะระบบอัตโนมัติสามารถอนุมัติธุรกรรมที่ผิดพลาดได้ หากตรรกะของซอฟต์แวร์ถูกหลอก
ประการที่สอง การใช้โค้ดชุดเดียวกันในหลายส่วนของระบบสร้างความเสี่ยงแบบ “จุดล้มเพียงจุดเดียว” หากพบช่องโหว่สำคัญ ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งเครือข่าย
และประการสุดท้าย แนวคิด “อย่าเชื่อ แต่จงตรวจสอบ” ของโลกคริปโตอาจต้องขยายจากการตรวจสอบผู้ถือกุญแจ ไปสู่การตรวจสอบและทดสอบโค้ดอย่างต่อเนื่อง
วิกฤต Liquid Network จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ Bitcoin ถูกถอนออกจากระบบ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ความปลอดภัยของระบบการเงินยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครถือกุญแจ แต่อยู่ที่ว่าโค้ดที่ควบคุมประตูนั้นถูกต้องและปลอดภัยเพียงใด







