
ดราม่า "บัตรคนจน" ลามไกลกว่าที่คิด! คลังลุยล้างคนจนเทียม ตลท. เร่งสอบปมสวมชื่อนั่งกรรมการ เสี่ยงหลุดสิทธิ์
คนจนจริง ต้องได้สิทธิ์! การทบทวนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 กำลังกลายเป็นมากกว่าการคัดกรอง "คนจนจริง" แต่กลับเปิดโปงปัญหาใหญ่ของประเทศ เมื่อมีประชาชนจำนวนหนึ่งอ้างว่าไม่เคยลงทุน ไม่เคยทำธุรกิจ แต่กลับมีชื่อเป็นกรรมการบริษัท หรือมีบัญชีหลักทรัพย์โดยไม่รู้ตัว จนถูกระบบตัดสิทธิ์รับสวัสดิการ "คลัง" ผนึกกำลัง "ตลาดหลักทรัพย์ฯ" เร่งตรวจสอบการสวมสิทธิ์ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือมีช่องโหว่ของระบบที่ต้องรีบอุดก่อนความเสียหายลุกลาม
KEY
POINTS
- คนจนจริง ต้องได้สิทธิ์! การทบทวนสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 กลายเป็นมากกว่าการคัดกรอง "คนจนจริง"
- แต่กลับเปิดโปงปัญหาใหญ่ของประเทศ เมื่อมีประชาชนจำนวนหนึ่งอ้างไม่เคยลงทุน กลับมีชื่อนั่งกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัว จนถูกระบบตัดสิทธิ์
- คลัง-ตลาดหลักทรัพย์ฯ เร่งตรวจสอบการสวมสิทธิ์ ใช้ข้อมูลส่วนบุคคล หรือมีช่องโหว่ของระบบที่ต้องรีบอุดก่อนความเสียหายลุกลาม
หลายคนคิดว่าการทบทวนสิทธิ์ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" ปี 2569 เป็นเพียงการคัดกรองว่าใครจนจริงหรือจนเทียม แต่สิ่งที่พบกลับอาจเป็น "ภูเขาน้ำแข็ง" ที่ซ่อนอยู่ใต้ระบบข้อมูลของประเทศ
เมื่อประชาชนจำนวนหนึ่งถูกตัดสิทธิ์ เพราะระบบระบุว่ามีฐานะทางการเงิน มีบัญชีลงทุน หรือแม้กระทั่งมีชื่อเป็น "กรรมการบริษัท" ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยรู้เลย
เรื่องนี้ทำให้การทบทวนสิทธิ์ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การช่วยคนจน แต่กำลังกลายเป็นการเปิดโปงปัญหาการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยมิชอบ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงาน SET Sustainability Forum #2/2026 "พลิกความผันผวนของโลกสู่ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของ Supply Chain" ว่า เป้าหมายสำคัญของการทบทวนสิทธิ์ครั้งนี้ คือการทำให้ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับไปช่วยคนจนจริง" หลังจากไม่ได้มีการทบทวนฐานข้อมูลครั้งใหญ่มานานกว่า 15 ปี
ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน และมีเสียงร้องเรียนมาอย่างต่อเนื่องว่ามีทั้ง "คนจนเทียม" ที่ยังได้รับสิทธิ์ ขณะที่ "คนจนจริง" จำนวนไม่น้อยกลับเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือของรัฐ
ผลการคัดกรองล่าสุด ทำให้ภาครัฐสามารถค้นพบผู้มีรายได้น้อยกว่า 2.3 ล้านคน ที่ผ่านเกณฑ์ทุกด้าน และควรได้รับการช่วยเหลือ
แต่ในเวลาเดียวกัน การตรวจสอบข้อมูลกลับนำไปสู่การพบปัญหาอีกด้านที่น่ากังวล นั่นคือ มีประชาชนจำนวนหนึ่งถูกหลอกให้นำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ จนมีชื่อเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงินหรือการดำรงตำแหน่งในบริษัท ทั้งที่ไม่เคยรับรู้มาก่อน
จากการหารือร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พบกรณีประชาชนถูกหลอกให้เปิดบัญชีหลักทรัพย์ รวมถึงบางรายมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัว เมื่อหน่วยงานตรวจสอบลงลึกกลับพบว่า เจ้าของชื่อจำนวนมากไม่ทราบเลยว่าข้อมูลของตนถูกนำไปใช้ได้อย่างไร
"คนที่เดือดร้อนจริง เราต้องช่วยเขา แต่คนที่ไปหลอก ไปเอาชื่อชาวบ้านมาใช้ ก็ต้องถูกดำเนินการ"
อีกทั้งยังมีข้อมูลว่าบางบริษัทนำชื่อประชาชนไปใช้เป็นกรรมการ พร้อมมีการทำเอกสารเกี่ยวกับการจ้างงานหรือการจ่ายเงินเดือน ทั้งที่เจ้าของชื่อไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งกรณีลักษณะนี้อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทาบางส่วน และเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐกำลังเร่งตรวจสอบร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลยืนยันว่าจะเปิดโอกาสให้ยื่นทบทวนสิทธิ์อย่างเต็มที่ โดยได้ประสานกระทรวงมหาดไทยเข้าช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงได้รับสิทธิ์อย่างเป็นธรรม
อย่างไรก็ดี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ขาดโอกาสและไม่มีรายได้เพียงพอจริงๆ ส่วนสิทธิ์สวัสดิการอื่น เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินอุดหนุนผู้พิการ หรือสิทธิ์ตามโครงการของรัฐประเภทอื่น ยังคงได้รับตามปกติ ไม่ได้รับผลกระทบจากการทบทวนครั้งนี้
"เราต้องการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกลับมาเป็นบัตรสำหรับคนที่ไม่มีอะไรจริง ๆ และคนจนจริงทุกคนต้องได้รับการดูแล"
ถามว่า...จะมีการประชุมทบทวนเกณฑ์ตามที่คมนาคมเสนอหรือไม่ ?ตนเองยอมรับว่าต้องมีการพูดคุยกับกรรมการหลักบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ยังไม่ได้กำหนดวันนัด
ด้านนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยอมรับว่า หากมีประชาชนถูกนำชื่อไปเป็นกรรมการบริษัทโดยไม่รู้ตัวถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะโดยหลักแล้ว การเข้ารับตำแหน่งกรรมการบริษัทต้องลงลายมือชื่อด้วยตนเอง ไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้นได้ง่าย
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่ารายชื่อที่ถูกตัดสิทธิ์เหล่านี้เกี่ยวข้องกับบริษัทประเภทใด เป็นบริษัทจดทะเบียนหรือไม่ และมีการจดทะเบียนโดยชอบหรือไม่ หากพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร หรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ เรื่องนี้อาจไม่ได้จบแค่การคืนสิทธิ์บัตรสวัสดิการ แต่อาจขยายไปสู่การดำเนินคดีอาญา และการทบทวนระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทั้งระบบ
"หากประชาชนสงสัยว่าถูกนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ หรือไม่มั่นใจเกี่ยวกับสถานะบัญชีหลักทรัพย์ของตนเอง สามารถติดต่อบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดบัญชีไว้ หรือสอบถามมายังตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อขอความช่วยเหลือในการตรวจสอบข้อมูลได้"
สุดท้าย ประเด็นนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่อง "บัตรคนจน" แต่เป็นคำถามสำคัญว่า วันนี้ยังมีประชาชนอีกกี่คน ที่กำลังมีชื่ออยู่ในบริษัท มีบัญชีลงทุน หรือมีภาระทางกฎหมาย โดยที่ตัวเองไม่เคยรู้เลยว่าชื่อถูกนำไปใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่
และหากรัฐสามารถใช้การทบทวนสิทธิ์ครั้งนี้ เปิดโปงขบวนการสวมสิทธิ์และอุดช่องโหว่ของระบบได้สำเร็จ นี่อาจกลายเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญกว่าการคัดกรองผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเสียอีก.







