
กนง. 7 เสียง มีมติเอกฉันท์ คงดอกเบี้ย 1% อัพ GDP ปี 69 โต 2.3%
กนง.นัด 3 ปี 69 มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี ปรับเพิ่ม GDP ปี 69 โต 2.3% แต่หั่นปี 70 เหลือ 1.8% พร้อมลดคาดกาณ์เงินเฟ้อปี 69 เป็น 2.8% และปี 70 เป็น 1.4%
KEY
POINTS
- คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 ต่อ 0 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
- กนง. ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2569 เป็น 2.3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.5%
- คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าคาด แต่ยังเติบโตในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันนี้ (24 มิ.ย.2569) ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ของปี 2569 คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
หลังจากการประชุม กนง. ครั้งที่ 1 ของปี 2569 คือ วันที่ 25 ก.พ.2569 คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี
จากนั้นการประชุม กนง. ครั้งที่ 2 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 คณะกรรมการฯ มติเป็นเอกฉันท์ (6 ต่อ 0 เสียง) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ (7-0 เสียง) ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ต่อปี
โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่อัตราการเติบโตอยู่ในระดับต่ำและไม่ทั่วถึง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น จากปัจจัยด้านอุปทาน แต่คาดว่าจะลดลงหลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย สำหรับสินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง
“คณะกรรมการฯ เห็นว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายควบคู่ไปกับมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมีส่วนช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้ แต่ต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง”
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัวที่ 2.3% จากเดิม 1.5% ส่วนปี 2570 ขยายตัวที่ 1.8% จากเดิม 2.0% โดยมีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานของภาครัฐ รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มปรับดีขึ้น
สำหรับผลกระทบของสงครามต่อภาคการผลิตและภาคท่องเที่ยวมีน้อยกว่าที่ประเมินไว้ โดยธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าคาด อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดย SMEs ปรับตัวได้จำกัดและยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง ขณะที่ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชนหลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง
ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 และ 2570 อยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม เฉลี่ยที่ 2.8% จากเดิม 2.9% และ 1.4% จากเดิม 1.5% ตามลำดับ โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่เหลือของปี 2569 จะปรับสูงกว่ากรอบเป้าหมายตามการส่งผ่านราคาพลังานและต้นทุน ก่อนจะปรับลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลายและผลของฐานสูงในปีก่อน
ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปี 2569 และ 2570 ใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5% จากเดิม 1.6% และ 1.4% จากเดิม 1.5% ตามลำดับ ขณะที่เงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทั้งนี้ แม้สถานการณ์สงครามมีแนวโน้มปรับดีขึ้น แต่ต้องติดตามการส่งผ่านราคาของผู้ประกอบการภายใต้บริบทที่ต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลาง
อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐ ปรับอ่อนค่าจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ตามทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ด้านอัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินโดยรวมทรงตัว สินเชื่อรวมขยายตัวในระดับต่ำและมาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อ SMEs ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยสถาบันการเงินยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้กลุ่มเสี่ยง
ส่วนคุณภาพสินเชื่อโดยรวมทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในระยะข้างหน้า รวมทั้งสนับสนุนให้สถาบันการเงินดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างต่อเนื่อง
ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทาน แต่ต้องติดตามแนวโน้มและความเสี่ยงเงินเฟ้อในระยะต่อไป
กนง. ครบ 7 ท่าน ครั้งแรกในปี 69
การประชุม กนง. ครั้งที่ 3 ของปี 2569 เป็นครั้งแรกของปี 2569 ที่มีคณะกรรมการครบ 7 ท่าน หลังจากในการประชุม กนง. 2 ครั้งแรกของปี 2569 มีกรรมการเพียง 6 คน
โดยการประชุม กนง. ครั้งแรกของปี 2569 เมื่อวันที่ 25 ก.พ.2569 ขาด นายรพี สุจริตกุล ที่ได้ลาออกไปก่อนครบวาระ จานั้นได้มีการแต่งตั้ง นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ เข้ามาแทน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ.2569
ขณะที่ในการประชุม กนง. ครั้งที่ 2 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2569 ขาด นายสันติธาร เสถียรไทย ซึ่งได้ลาออกไปก่อนครบวาระ จากนั้นได้มีการแต่งตั้ง นายสมชาย หาญหิรัญ เข้ามาแทน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค.2569
ดังนั้นในการประชุม กนง. ครั้งที่ 3 ของปี 2569 จึงมีคณะกรรมการ ครบ 7 ท่าน ประกอบด้วย
- นายวิทัย รัตนากร ประธานกรรมการ
- นายปิติ ดิษยทัต รองประธานกรรมการ
- นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ กรรมการ
- นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน กรรมการ
- นายเชาว์ เก่งชน กรรมการ
- นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กรรมการ
- นายสมชาย หาญหิรัญ กรรมการ (ทำหน้าที่ครั้งแรก)
- นายดอน นาครทรรพ เลขานุการ







