
จับตา Asian beauty “เกาหลี-จีน-ญี่ปุ่น-ไทย” ขึ้นแท่นผู้นำเทรนด์กระแสแรงทั่วโลก
จับตา 4 ผู้เล่นใหญ่ “เกาหลีใต้-จีน-ญี่ปุ่น-ไทย” ขึ้นแท่นผู้นำเทรนด์ Asian beauty กระแสตอบรับแรงจากทั่วโลก ตอกย้ำปรากฏการณ์ “Asia Rising”
KEY
POINTS
- จับตา 4 ผู้เล่นใหญ่ “เกาหลีใต้-จีน-ญี่ปุ่น-ไทย” ขึ้นแท่นผู้นำเทรนด์ Asian beauty กระแสตอบรับแรงจากทั่วโลก
- เกาหลี สร้างเทรนด์ผิวกระจก ฉ่ำวาว- จีนนำโตว่อิน ไวรัลมาสคาร่าแท่งเหล็ก และขนตาปลอมจับช่อ
- ด้านญี่ปุ่น เน้นผิวธรรมชาติสุขภาพดี ส่วนไทยเด่นเครื่องสำอางทนสภาพอากาศร้อน ตอกย้ำปรากฏการณ์ “Asia Rising”
บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด (BEAUTRIUM) หนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ความงามของไทย เผยว่าหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคทั่วโลกเปิดใจรับแบรนด์ใหม่จากเอเชียมากขึ้น
โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ชัดเจน มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และให้ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับคุณภาพ ส่งผลให้ Asian Beauty ก้าวขึ้นจากการเป็นเพียงเทรนด์ภูมิภาค สู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมความงามโลก และเป็นหมวดหมู่ที่ยังมีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ข้อมูลจาก Krungthai COMPASS ยังระบุว่า ปัจจุบันตลาดเครื่องสำอางในภาพรวมของไทย ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก มีมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท และประเมินว่าภาพรวมตลาดในปี 2568-2569 มีโอกาสขยายตัวต่อเนื่องตามการเติบโตของทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก
โดยคาดว่าจะมีมูลค่าแตะระดับประมาณ 1.8 แสนล้านบาทในปี 2568 และ 2 แสนล้านบาทในปี 2569 หรือเติบโต 13.2% และ 12.3% ตามลำดับ
ทั้งยังระบุว่าตลาดเครื่องสำอางในประเทศมีสัดส่วนราว 78% ของตลาดรวม คาดว่าจะมีมูลค่าราว 1.4 แสนล้านบาทในปี 2568 และ 1.6 แสนล้านบาทในปี 2569 สะท้อนว่าความต้องการด้านความงามภายในประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม
“Global Trendsetter” เอเชียมีอิทธิพลต่อตลาดโลกมากขึ้น
นอกจากนี้ BEAUTRIUM ยังเผยว่าในปี 2569 วงการบิวตี้เอเชียไม่ได้รอเทรนด์ใหม่ ๆ จากโลกตะวันตกอีกต่อไป แต่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำหนดเทรนด์และผู้สร้างปรากฏการณ์ความงามใหม่ ๆ ที่เป็นกระแสไปทั่วโลก
สอดรับกับปรากฏการณ์ “Asia Rising” ที่เทรนด์จากเอเชียเริ่มมีอิทธิพลต่อตลาดโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยแต่ละชาติมีจุดเด่น เทรนด์ และนวัตกรรมเฉพาะตัว ทั้ง T-Beauty, C-Beauty, K-Beauty และ J-Beauty ที่ต่างผลัดกันสร้างมาตรฐานและนิยามความงามใหม่ให้ผู้บริโภคทั่วโลก
นายอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท บิวเทรี่ยม จำกัด กล่าวว่า การเติบโตของตลาดความงามไทยไม่ได้เกิดจากกำลังซื้อเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มอง 'ความงาม' เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์และการแสดงตัวตน
ทุกวันนี้ผู้บริโภคไทยทดลองแบรนด์ใหม่เร็วขึ้น เปิดรับผลิตภัณฑ์จากหลายประเทศมากขึ้น และตัดสินใจซื้อจากทั้งคุณภาพสินค้า รีวิวบนโซเชียลมีเดีย ประสบการณ์หน้าร้าน ความคุ้มค่า และความน่าเชื่อถือของช่องทางจำหน่าย
สิ่งนี้ทำให้ร้านค้าปลีกความงามต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นจุดขาย แต่ต้องเป็นผู้คัดสรรเทรนด์ เป็นพื้นที่ให้ทดลองสินค้า และเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
BEAUTRIUM ย้ำศักยภาพนำเข้าแบรนด์ความงาม
ปัจจุบัน BEAUTRIUM มีสาขารวม 106 แห่งทั่วประเทศ และมีสัดส่วนแบรนด์ภายในร้านที่สะท้อนการเป็นพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจด้านความงามแบบเอเชียอย่างชัดเจน แบ่งเป็นแบรนด์ไทย 45% และแบรนด์จากต่างประเทศ 55% นำทัพโดยแบรนด์เกาหลีแบรนด์ญี่ปุ่นและแบรนด์จีน
ขณะที่แบรนด์ไทยภายในร้านครอบคลุมหลายหมวดหมู่สำคัญ ทั้งสกินแคร์ บอดี้แคร์ เมคอัพ ซันแคร์และกลุ่มสินค้าอื่น ๆ สะท้อนศักยภาพของ T-Beauty ที่ยังมีพื้นที่เติบโตควบคู่ไปกับแบรนด์นำเข้า
นายอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี เล่าถึงจุดแข็งสำคัญของ BEAUTRIUM ว่า BEAUTRIUM มีศักยภาพในการคัดสรรแบรนด์และนำเข้าสินค้าใหม่ได้อย่างรวดเร็วก่อนใคร พร้อมนำเสนอความหลากหลายของเทรนด์ความงามจากทั่วเอเชียให้แก่ผู้บริโภคไทยอย่างครบวงจร โดย Asian Beauty
เจาะ 4 เทรนด์ความงาม 4 ผู้เล่นหลักเอเชีย
ในปัจจุบันขับเคลื่อนตลาดผ่าน 4 แกนสำคัญ ได้แก่ เทรนด์ความงาม (Trends), นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Innovation), ฟังก์ชันการใช้งานใหม่ (New Function) และส่วนผสม (Ingredients) อาทิ เทรนด์การแต่งหน้าของผู้บริโภคในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจาก C-Beauty อย่างดอลลี่อายในลุคโต่วอิน
ขณะที่ด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Innovation) จากประเทศจีนมีผลิตภัณฑ์ไวรัลอย่างมาสคาร่าแท่งเหล็ก และขนตาปลอมจับช่อที่เข้ามาสร้างประสบการณ์ใหม่และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้บริโภค
ส่วน K-Beauty ยังคงเป็นผู้นำในการพัฒนาสินค้าด้านฟังก์ชันการใช้งานใหม่ (New Function) ที่พลิกโฉมประสบการณ์การใช้งาน ให้กับผู้บริโภคผ่านผลิตภัณฑ์อย่าง Toner Pad, Cleansing Balm, Hair Mist และ Serum Mist ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการดูแลผม และผิวขณะเดียวกันส่วนผสม (Active Ingredients) มาแรงอย่าง PDRN และ Microbiome จากเกาหลีใต้ที่เติบโตถึง 580% ได้กลายมาเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญที่ขับเคลื่อนวงการสกินแคร์และตลาดความงามไทยในปัจจุบันอย่างรวดเร็ว
ในปี 2569 BEAUTRIUM เดินหน้ากลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินค้าใน 106 สาขาทั่วไทย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฐานลูกค้ากว้างและต้องการตัวเลือกเครื่องสำอางที่หลากหลายมากขึ้น
ขณะเดียวกันฐานสมาชิกของ BEAUTRIUM ในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 18% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนการเติบโตของฐานลูกค้าประจำ และพลังของระบบสมาชิกในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค และยังเดินหน้าสร้างความแตกต่างผ่านกลยุทธ์ Exclusive at BEAUTRIUM ด้วยการนำเสนอแบรนด์และผลิตภัณฑ์ความงามที่มีวางจำหน่ายเฉพาะที่ BEAUTRIUM เท่านั้น
ล่าสุดจัดงาน "BEAUTRIUM Asian Beauty Fest 2026" รวบรวมแบรนด์ความงามชั้นนำและแบรนด์ดาวรุ่งจากเอเชียกว่า 30 แบรนด์ จากประเทศไทย เกาหลีใต้ จีน และญี่ปุ่น นำเสนอแบรนด์เอเชียชั้นนำ ทั้งแบรนด์ยอดนิยม แบรนด์ที่กำลังเป็นกระแส และแบรนด์น้องใหม่ให้ผู้บริโภคชาวไทยได้เลือกซื้อก่อนใคร ในจังหวะที่ตลาด Beauty & Personal Care ของไทยยังเติบโตต่อเนื่อง
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ FAN BEAUTY ซึ่งเป็นแบรนด์จากเซเลบริตี้ตัวแม่ในตำนานจากประเทศจีนอย่างคุณฟ่านปิงปิงที่มาเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยกับ BEAUTRIUM รวมถึงแบรนด์สัญชาติไทยขวัญใจคนยุคใหม่อย่าง BITCHWITHBRAIN (BWB)
นอกจากนี้ยังมี Bioheal BOH แบรนด์ดังจากเกาหลีที่ได้รับความนิยมสูงในร้าน Olive Young ประเทศเกาหลี มาร่วมเปิดตัวภายในงานด้วย ตอกย้ำความสามารถของ BEAUTRIUM ในการคัดสรรแบรนด์ที่มีศักยภาพและนำเทรนด์เข้าสู่ตลาดไทยได้อย่างรวดเร็ว
นายอติโรจน์ โรจน์รัตนวลี กล่าวว่า ผู้เล่นหลักในตลาดบิวตี้เอเชียจะมีแนวทางที่โดดเด่นแตกต่างกันไป สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการและวัฒนธรรมความงามเฉพาะของแต่ละประเทศ
โดย C-Beauty หรือความงามจากจีนโดดเด่นในกลุ่มเมคอัพที่เน้นการสร้างมิติบนใบหน้า (Dimension Makeup) ด้วยการแต่งหน้าที่มีความคอนทราสต์สูงโดยเน้นใช้การไฮไลต์และคอนทัวร์เพื่อสร้างโครงหน้าที่โดดเด่น
ส่วน K-Beauty ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มสกินแคร์และงานผิว โดยขับเคลื่อนด้วยเทรนด์ Glass Skin หรือผิวฉ่ำวาว ดูสุขภาพดีจากภายใน ควบคู่กับการเติบโตของส่วนผสมและนวัตกรรมสกินแคร์ใหม่ ๆ ที่เน้นการฟื้นบำรุงและเสริม Skin Barrier
ส่วน J-Beauty มีเอกลักษณ์ด้านความเรียบง่ายและความงามที่ดูเป็นธรรมชาติ (Effortless Beauty) มักนิยมลุค Natural Makeup ที่เผยผิวสุขภาพดี ผิวเรียบเนียน เปล่งปลั่ง และการแต่งหน้าที่เสริมจุดเด่นอย่างพอดี ภายใต้แนวคิด “Less is More”
ขณะที่ T-Beauty มีเทรนด์ความงามที่ผสานประสิทธิภาพการใช้งานเข้ากับความเหมาะสมต่อสภาพอากาศเขตร้อน โดยเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์คุมมัน กันน้ำ กันเหงื่อ ติดทนยาวนาน
และในด้านเมคอัพ T-Beauty ยังสะท้อนเอกลักษณ์ผ่านลุค Thai Soft Glam ที่เน้นงานผิวสุขภาพดี การแต่งตาให้คมชัดและคิ้วฟูมีมิติอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นลุคที่ผสมผสานความละมุนแบบเอเชียเข้ากับความโดดเด่นที่เหมาะกับโครงหน้าของคนไทย ส่งผลให้ได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดต่างประเทศ
"เราเชื่อว่า Asian Beauty จะยังเป็นหนึ่งในเซกเมนต์สำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมความงามไทยและทั่วโลกในปี 2569 โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคพร้อมเปิดรับแบรนด์ใหม่มากขึ้น และมองหาสินค้าที่มีทั้งคุณภาพ ความคุ้มค่า และตัวตนของแบรนด์ที่ชัดเจน งานครั้งนี้จึงเป็นทั้งเวทีรวมเทรนด์ใหม่ ๆ พร้อมนำเสนอแบรนด์ที่น่าจับตาให้ผู้บริโภคได้สัมผัสความงามจากเอเชียแบบครบทุกเทรนด์"







