
ตำรวจไซเบอร์ บุกทลาย "ร้านแบรนด์เนมมหาภัย” หลอกเหยื่อ สูญ 133 ล้าน
ตำรวจไซเบอร์ บุกทลาย "ร้านแบรนด์เนมมหาภัย" ใช้กลอุบายหลอกลงทุน-ยักยอกสินค้าหรู หมุนเงินแชร์ลูกโซ่ ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ มูลค่าความเสียหายรวมพุ่งกว่า 133 ล้านบาท
24 มิ.ย. 2569 เวลา 13.30 น. ที่กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 2 (บก.สอท.2) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงผลปฏิบัติการ “ทลายร้านแบรนด์เนมมหาภัย” นำโดย พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงการจับกุม นายภุชงค์ หรือ ปอง อายุ 38 ปี และ น.ส.สุณัฐญา หรือ แนท อายุ 43 ปี สองสามีภรรยา ผู้ต้องหาตามหมายจับข้อหาร่วมกันฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ, ยักยอกทรัพย์, นำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และฟอกเงิน โดยจับกุมได้ที่บ้านพักหรูย่านสวนหลวง กทม. เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมา
การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากกลุ่มผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความต่อ บก.สอท.1 ว่าถูกเจ้าของร้านสินค้าแบรนด์เนมบนโซเชียลมีเดียชื่อ “Etc_stores” ซึ่งเป็นคู่สามีภรรยาดังกล่าว หลอกลวงในหลายรูปแบบ โดยมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 3 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 20 ล้านบาท ประกอบด้วย
1.น.ส.พีรญา (เสียหาย 9.86 ล้านบาท): นำกระเป๋าและสินค้าแบรนด์เนม 101 รายการ ไปฝากขาย แต่ถูกบ่ายเบี่ยงไม่คืนเงินและสินค้า โดยอ้างว่าสินค้าถูกขโมย อีกทั้งยังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนซื้อสินค้าแบรนด์เนมมาขายต่อ
2.น.ส.อัมพิลา (เสียหาย 4.79 ล้านบาท): ถูกชักชวนลงทุนซื้อนาฬิกาหรู โดยส่งเพียงรูปภาพให้ดูทางไลน์ และถูกหลอกให้นำรองเท้าและนาฬิกา Rolex มาฝากขายแต่ไม่ได้เงินคืน
3.น.ส.ปัทม์ (เสียหาย 6.04 ล้านบาท): หลงเชื่อเพราะรู้จักมานาน 5-10 ปี ถูกหลอกกู้ยืมเงินอ้างว่าสินค้าถูกศุลกากรยึด แอบอ้างชื่อพิธีกรดังฝากซื้อของ และยักยอกนาฬิกาหรู 14 เรือนไปจำนำ รวมถึงสร้างบัญชี WhatsApp ปลอมหลอกแลกเงินฮ่องกง
จากการสืบสวนเส้นทางการเงินพบว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์คล้ายแชร์ลูกโซ่ (Ponzi Scheme) โดยนำเงินจากผู้เสียหายรายใหม่ไปจ่ายหมุนเวียนให้รายเก่าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และรีบถ่ายเทเงินออกไปยังบัญชีต่างๆ จนยอดเงินเหลือใกล้ศูนย์บาท โดยแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ ฝ่ายหนึ่งติดต่อสร้างความน่าเชื่อถือ อีกฝ่ายบริหารบัญชีและนำทรัพย์สินไปขายหรือจำนำ
เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งสองรายยังให้การปฏิเสธ แต่จากการตรวจสอบพบว่าทั้งคู่ยังมีหมายจับในคดีลักษณะเดียวกันติดตัวอีกคนละ 2 หมายจับ และมีผู้เสียหายรายอื่นเพิ่มอีกจำนวนมาก รวมมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า 133 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อตรวจยึดอายัดทรัพย์สินและนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้เสียหายตามกฎหมายต่อไป







