TTB-KKP โชว์กำไร Q1/69 แกร่ง ตั้งสำรองรับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง
เปิดงบไตรมาส 1/69 TTB กำไรสุทธิ 5,170 ล้าน โต 1.4% “KKP” กำไรพุ่ง 84.2% แตะ 1,955 ล้านบาท จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ค่าธรรมเนียมเด่น 2 แบงก์ ตั้งสำรองพิเศษรับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง
KEY
POINTS
- TTB และ KKP ประกาศผลกำไรไตรมาส 1/2569 เติบโตแข็งแกร่ง โดย TTB มีกำไรสุทธิ 5,170 ล้านบาท โต 1.4% และ KKP มีกำไรสุทธิ 1,955 ล้านบาท พุ่ง 84.2%
- ปัจจัยหนุนกำไรของ TTB มาจากการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง ขณะที่ KKP ได้แรงหนุนหลักจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เช่น ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
- ทั้งสองธนาคารมีการตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพิ่มขึ้น เพื่อเตรียมรับมือความเสี่ยงและความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
การประกาศผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ของธนาคารพาณิชย์ไทย สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและการวางกลยุทธ์ที่รอบคอบ โดยเฉพาะ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB และ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ที่ต่างโชว์ศักยภาพในการทำกำไรและบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างโดดเด่น แม้ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ
TTB เน้นเสถียรภาพ คุณภาพสินทรัพย์ และการคืนกำไรแก่ผู้ถือหุ้น
TTB รายงานกำไรสุทธิที่ 5,170 ล้านบาท เติบโตขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) แม้จะลดลงเล็กน้อย 1.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หัวใจสำคัญของความสำเร็จในไตรมาสนี้คือการใช้ กลยุทธ์การเติบโตสินเชื่อกลุ่มรายย่อยที่ให้อัตราผลตอบแทนสูง และการยกระดับด้านดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
- คุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง: TTB สามารถควบคุมหนี้เสีย (NPL) ให้อยู่ที่ 2.9% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่เกิน 3.2% โดยตัวเลขหนี้เสียทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 39,000 ล้านบาท ต่อเนื่องมาถึง 6 ไตรมาส
- การปรับพอร์ตสินเชื่อและเงินฝาก: แม้สินเชื่อรวมจะลดลง 2.2% QoQ จากการชำระคืนหนี้ แต่กลุ่มเป้าหมายอย่าง สินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน และสินเชื่อส่วนบุคคล ยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่เงินฝากมีการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์เพื่อเน้นสภาพคล่องและคุมต้นทุนทางการเงิน
- การเพิ่มมูลค่าผู้ถือหุ้น: สิ่งที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือการเตรียมขออนุมัติขยายโครงการซื้อหุ้นคืนเป็น 35,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 4 ปี (2568-2571) เพื่อเพิ่ม EPS และ ROE รวมถึงลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดหุ้น
- พันธกิจ Social Banking: TTB ยังคงเดินหน้าโครงการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่น "รวบหนี้" และ "ผ่อนดี ได้ดี" ซึ่งเป็นธนาคารไทยแห่งแรกที่นำ Risk-based Pricing มาใช้คิดดอกเบี้ยตามวินัยทางการเงินของลูกค้า
KKP กำไรพุ่งทะยาน 84.2% จากแรงหนุนธุรกิจที่มิใช่ดอกเบี้ย
ด้าน KKP โชว์ผลงานด้วยกำไรสุทธิ 1,955 ล้านบาท พุ่งขึ้นถึง 84.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการกระจายรายได้ที่มีประสิทธิภาพและการฟื้นตัวของภาคส่วนสำคัญ
- รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเป็นหัวหอก: รายได้ส่วนนี้เติบโตถึง 64.7% YoY โดยมีแรงขับเคลื่อนจาก ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management), ธุรกิจดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน Dime! และรายได้ค่านายหน้าขายประกัน นอกจากนี้ บล.เกียรตินาคินภัทร ยังครองตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง
- สถานการณ์รถยึดดีขึ้น: KKP รายงานผลขาดทุนจากการขายรถยึดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ตลาดที่ปรับตัวดีขึ้น, แม้ว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณราคาเขยื้อนเล็กน้อยในช่วงปลายไตรมาสจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ตาม
- คุณภาพสินเชื่อปรับตัวดี: อัตราส่วน NPL ลดลงมาอยู่ที่ 4.1% โดยธนาคารยังคงเน้นการปล่อยสินเชื่อคุณภาพสูงที่มีผลตอบแทนเหมาะสม ส่งผลให้สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 1.5% จากสิ้นปี 2568
“Management Overlay” รับมือความเสี่ยงตะวันออกกลาง
ทั้ง TTB และ KKP ต่างมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 1/2569, เนื่องจากอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และคุณภาพสินทรัพย์ในระยะถัดไป
- TTB ได้ตั้งสำรองฯ พิเศษ (Management Overlay) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสำรองฯ เพิ่มขึ้น 10% QoQ อยู่ที่ 3,994 ล้านบาท ทำให้อัตราส่วนสำรองฯ ต่อหนี้เสีย (Coverage Ratio) สูงถึง 154%
- KKP ดำเนินการในทิศทางเดียวกันโดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตรวม 961 ล้านบาท ซึ่งรวม Management Overlay เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากปัจจัยต่างประเทศและราคาน้ำมันที่อาจกระทบต่อราคารถยนต์ใช้แล้ว


