ธปท.เตรียมคุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้าน-จัดระเบียบค่าธรรมเนียมแบงก์
“วิทัย” ชี้เศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ เดินหน้า “มาตรการเฉพาะจุด” ลุยแก้หนี้ -คุมธุรกรรมทองคำ เตรียมออกเกณฑ์คุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท จัดระเบียบค่าธรรมเนียมธนาคาร
KEY
POINTS
- “วิทัย รัตนากร” ชี้เศรษฐกิจไทยติดกับดักโตต่ำ ธปท. เดินหน้า “มาตรการเฉพาะจุด” ลุยแก้หนี้ NPL-คุมธุรกรรมทองคำ
- เตรียมออกเกณฑ์คุมถอนเงินสดเกิน 5 ล้านบาท กลางเดือนหน้า
- พร้อมเล็งจัดระเบียบค่าธรรมเนียมแบงก์ 10-15 รายการ ให้เป็นธรรมและสอดคล้องกับต้นทุนจริง
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Thailand Economic Drive 2026 จัดโดย โพสต์ทูเดย์ หัวข้อ "ไทยมองไทย" ว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันติดอยู่ในวงจรการเติบโตต่ำ ซึ่งหากไม่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ประเทศจะวนเวียนอยู่กับปัญหาเดิมไปอีกหลายปี โดยมีปัจจัยมาจากหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86-87% ของ GDP และที่น่ากังวลคือคุณภาพหนี้ NPL ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงสินเชื่อ SME ที่ติดลบต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัจจัยบวกจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่มียอดขอรับการส่งเสริมสูงถึง 1.8 ล้านล้านบาทในกลุ่มอุตสาหกรรมสมัยใหม่ (Advance Economy) และภาคการท่องเที่ยวที่ยังเป็นเสาหลักประคองเศรษฐกิจ แม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะยังไม่เท่าเดิมแต่ในเชิงมูลค่ายังอยู่ในระดับที่ดี
ธปท.ต้องใช้ “มาตรการเฉพาะจุด”
วิทัยย้ำว่า นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพียงเครื่องมือเดียว ไม่สามารถแก้โจทย์ผลิตภาพ (Productivity) หรือยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ ธปท.จึงปรับบทบาทเชิงรุกมากขึ้น โดยเดินหน้า “มาตรการเฉพาะจุด” (Targeted Measures) ควบคู่กับการดำเนินนโยบายการเงิน
ซึ่งในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ธปท.ได้ขับเคลื่อน และเตรียมการ 4 แนวทางหลัก หนึ่งในนั้นคือการแก้ปัญหาหนี้เสียรายย่อยผ่านกลไก “National AMC”
แก้หนี้ NPL
วิทัย กล่าวต่อว่า ธปท.ได้โอนสินทรัพย์ NPL มูลค่าต่ำกว่า 100,000 บาท จากธนาคารพาณิชย์รวมประมาณ 1.1 ล้านบัญชี ไปยังบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เพื่อทำหน้าที่เป็น “National AMC” แนวทางใหม่ของโครงการนี้ คือ “ไม่เน้นกำไร เน้นช่วยคน” เปิดโอกาสให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ไม่สูง สามารถกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
ความคืบหน้าการดำเนินงานตอนนี้ มีการโอนสินทรัพย์แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ระบบติดตามหนี้และบริหารจัดการระยะที่ 1 พัฒนาเสร็จต้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญชวนลูกหนี้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งกำหนดกรอบเวลาดำเนินงาน 2 ปี คาดว่าจะสามารถช่วยลูกหนี้ได้ประมาณ 30–50% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด หรือคิดเป็นประชาชนราว 300,000–500,000 คน
วิทัยระบุด้วยว่า โครงการนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น อนาคตจะมีมาตรการระยะต่อไปตามมาอีกหลายชุด ผ่านความร่วมมือระหว่างแบงก์ชาติ กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ
คุมเข้มธุรกรรมทองคำ
นอกจากนี้ ธปท.ได้เข้ามา กำกับดูแลการซื้อขายทองคำผ่านแอปพลิเคชันเป็นครั้งแรก เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาท อย่างในช่วงที่ราคาทองคำสูงขึ้น ประชาชนจะขายทองผ่านแอปฯ ทำให้ร้านทองได้รับดอลลาร์ และเมื่อร้านทองนำดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาทในปริมาณมากพร้อมกัน จะส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยกำหนดให้การซื้อขายทองคำเกิน 20 ล้านบาทต่อวัน ต้องรายงานข้อมูลมายัง ธปท.รวมถึงกำหนดเพดานการซื้อขายไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อวันต่อราย หากเกินต้องขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ และอาจพิจารณาลดเพดานเหลือ 20 ล้านบาทในอนาคต
นอกจากนี้ยังสั่งให้ธนาคารรายงานสถานะการถือครองทองคำในระบบแอปพลิเคชันทั้งหมด ทำให้ ธปท.เห็นข้อมูลสต็อกทองคำรายบุคคลครบถ้วน หากมีการเบิกทองคำจริงเกิน 2 กิโลกรัม ต้องรายงานข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการใช้ทองคำเป็นช่องทางซ่อนเงิน
เบิก-ฝากเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ต้องมีที่มา
วิทัย กล่าวว่า ธปท. เตรียมประกาศใช้เกณฑ์การกำกับดูแลการถอนเงินสดจากนี้การเบิกเงินสดเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งมาตรการนี้กำหนดให้สถาบันการเงินต้องสอบถามเหตุผล หรือทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ของการใช้เงิน เพื่อป้องปรามธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และลดโอกาสการเกิดอาชญากรรม
อย่างไรก็ตาม ธปท. ยืนยันว่าผู้ประกอบการ SME หรือบุคคลทั่วไปที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินสดในการทำธุรกิจตามปกติยังสามารถทำได้เพียงแค่แจ้งเหตุผลประกอบ ทั้งนี้ในอนาคตอาจมีการขยายผลไปยังเรื่องการฝากเงินสด และอาจพิจารณาปรับลดเกณฑ์การถอนเงินจาก 5 ล้านบาท ลงเหลือ 3 ล้านบาท ตามการประเมินผลในแต่ละช่วง
จัดระเบียบค่าธรรมเนียมธนาคาร
นอกจากมาตรการด้านเงินสดแล้ว ธปท. ยังอยู่ระหว่างการทำงานร่วมกับสถาบันการเงินเพื่อจัดระเบียบค่าธรรมเนียมธนาคารประมาณ 10-15 รายการ ให้มีมาตรฐานและสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง โดยกลุ่มเป้าหมายแรกจะครอบคลุม
- ค่าธรรมเนียมธุรกรรมพื้นฐาน: เช่น การโอนเงินหรือถอนเงินข้ามเขต, การขอ Statement และค่าธรรมเนียมบัตร ATM
- ค่าธรรมเนียมสำหรับ SME: เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการให้สินเชื่อ (Front-end fee) และค่าปรับกรณีการไถ่ถอนเงินกู้ก่อนกำหนด (Prepayment fee) เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นกลาง
ทั้งนี้ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ค่าธรรมเนียมใหม่ที่ปรับลดลง ภายใน 2 เดือนข้างหน้า
ในระยะยาว วิทัยเน้นย้ำว่าเสถียรภาพและเศรษฐกิจต้องเดินคู่กัน โดยเป้าหมายคือการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ (Potential GDP) จากปัจจุบันที่ 2.7% ให้กลับไปสู่ระดับ 3.5% หรือ 4% ผ่านการปรับโครงสร้าง การลงทุนใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน


