TISCO เปิดยุทธศาสตร์ 3 ปี พลิกความท้าทายสู่โอกาสสร้างการเติบโต
TISCO ประกาศยุทธศาสตร์ 3 ปี (69-71) นำ AI ยกระดับบริการ รุกการเงินสีเขียวและสินเชื่อ EV มุ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่มั่นคงอย่างยั่งยืน ส่วนปี 68 มีกำไร 6,658.90 ล้านบาท ลดลง 3.5% ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น รับรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจเปราะบาง
KEY
POINTS
- ทิสโก้ประกาศยุทธศาสตร์การเติบโตระยะ 3 ปี เพื่อรับมือความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ พลิกความท้าทายสู่โอกาส และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
- มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และมอบบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะบุคคล ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรับผิดชอบผ่านการเงินสีเขียว (Green Financing)
- ปี 68 มีกำไร 6,658.90 ล้านบาท ลดลง 3.5% ตั้งสำรองเพิ่มขึ้น รับรองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจเปราะบาง
ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและธุรกิจที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ภาคธุรกิจจำเป็นต้องเร่งเสริมศักยภาพการแข่งขันเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO (กลุ่มทิสโก้) จึงเดินหน้าปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยกำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตระยะ 3 ปี เพื่อรับมือความไม่แน่นอนในอนาคต พลิกความท้าทายสู่โอกาส พร้อมสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม
นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า กลุ่มทิสโก้ก้าวสู่ช่วงของการเติบโตที่มุ่งขยายธุรกิจในกลุ่มที่มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการเติบโตและความมั่นคง เราเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความแม่นยำ และเสริมความคล่องตัวในการทำงาน พร้อมผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาเข้ากับไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้าและโจทย์ทางสังคม เพื่อมอบคำแนะนำทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ
ในขณะเดียวกัน กลุ่มทิสโก้จะนำปัญญาประดิษฐ์มาเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการให้บริการ เพื่อให้รวดเร็ว ตรงจุด และตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละรายมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยข้อมูลและความเข้าใจเชิงลึกในการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล พร้อมบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ผ่านการประเมินและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งหมดนี้สะท้อนความตั้งใจขององค์กรในการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับลูกค้าและสังคมในระยะยาว
นายศักดิ์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ยุทธศาสตร์ 3 ปี ของกลุ่มทิสโก้ตั้งอยู่บนความยืดหยุ่น และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย บนพื้นฐานของกระบวนการและระบบที่มีประสิทธิภาพ พร้อมเสริมพลังด้วยเทคโนโลยี เพื่อสร้าง Ecosystem ทางการเงินที่ครบวงจร ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรับผิดชอบควบคู่กับการสร้างวิถีชีวิตที่ยั่งยืน เรามุ่งสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยายนต์ การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป การออกกองทุนที่เน้นความยั่งยืน และการจัดหาเงินทุนสีเขียว (Green Financing) เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน ยังยึดมั่นในบทบาทการสร้างโอกาสทางการเงิน การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ และส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน เพื่อยืนหยัดเป็น สถาบันการเงินที่ทุกคนเชื่อมั่นไว้วางใจได้ (Your Truted Financial Advisor) และเดินหน้าสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 69
สำหรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจในปี 2569 ประกอบด้วย ธุรกิจรายย่อย มีสัดส่วนราว 70% ของสินเชื่อรวม โดยส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ใหม่ รถยนต์มือสอง รถจักรยานยนต์ และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถทุกประเภท ภายใต้แบรนด์ “สมหวัง เงินสั่งได้” ซึ่งจากนี้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถจะมุ่งยกระดับประสบการณ์ลูกค้าด้วยบริการดิจิทัลครบวงจร ควบคู่การใช้ AI Virtual Coach และระบบอัตโนมัติยกระดับประสิทธิภาพสาขา พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าในภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่ดีนัก แม้อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้น
เช่นเดียวกับสินเชื่อเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์จะเน้นการเติบโตแบบคัดเลือกพื้นที่ศักยภาพสูง พร้อมเสริมธุรกิจนายหน้าประกันภัยด้วยโมเดลที่เหมาะสมกับลูกค้า และเตรียมระบบรองรับสินเชื่อ EV เพื่อส่งเสริมการใช้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมาย 30% ของสินเชื่อใหม่เป็นสินเชื่อรถไฟฟ้า (BEV)
ธุรกิจขนาดใหญ่ จะใช้กลยุทธ์ Selective Growth ในธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และ พลังงาน รวมถึงขยายไปยังกลุ่มธุรกิจ Healthcare และ Data Center พร้อมผลักดันสู่การเงินสีเขียว (Green Financing) เพื่อจัดสรรเงินทุนและทรัพยากรทางการเงินสนับสนุนโครงการและธุรกิจที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม โดยตั้งเป้า 25% ของสินเชื่อองค์กรเป็นโครงการพลังงานสะอาดภายในปี 2573 ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มอี จะขยายความร่วมมือกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และหอการค้าจังหวัดเพื่อเจาะตลาดท้องถิ่น เพิ่มโอกาสปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยป้องกันความเสี่ยงด้วยโครงการค้ำประกันสินเชื่อ
ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) มุ่งสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนด้วยแนวคิด การให้คำปรึกษาทางการเงินแบบองค์รวม (Holistic Financial Advisory) ที่ครอบคลุมทุกมิติทางการเงิน ตั้งแต่การเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การลงทุน ความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การวางแผนเกษียณ ไปจนถึงการวางแผนมรดก โดยผสานความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาทางการเงินกับเทคโนโลยี ผ่านโปรแกรม TISCO My Goal และแพลตฟอร์ม My Wealth เพื่อรบประสบการณ์ที่เหนือกว่าและตอบโจทย์เฉพาะบุคคล พร้อมคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพจากพันธมิตรชั้นนำ และพัฒนาระบบนิเวศทางการเงิน (Financial Health & Wealth Ecosystem) โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Mass Affluent ที่มีสินทรัพย์ลงทุน (AUM) ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนในทุกมิติของชีวิตทางการเงิน
ธุรกิจบริหารจัดการกองทุน (Asset Management) มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่สร้างโอกาสรับผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ พร้อมขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัลและเครือข่ายตัวแทน ควบคู่กับการออกแบบกองทุนที่ตอบโจทย์ผู้เกษียณอายุ มุ่งเน้นการบริหารความเสี่ยงเพื่อความมั่นคงระยะยาว พร้อมจ่ายปันผลเพื่อสร้างรายได้เสริม และเสริมด้วยแคมเปญ “Debt-Free, More Savings” เพื่อส่งเสริมการออมและลดภาระหนี้สำหรับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)
ธุรกิจหลักทรัพย์ (Securities Brokerage) มุ่งเพิ่มโอกาสการลงทุนที่ง่ายและสะดวกให้กับลูกค้า พร้อมสร้างแหล่งรายได้ใหม่ผ่านการนำ AI มาประยุกต์ใช้ โดยพัฒนาแพลตฟอร์ม Investifi+ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนครบวงจร เพิ่มฟังก์ชัน AI Smart Agents เพื่อยกระดับประสบการณ์ พร้อมขยายสินทรัพย์ซื้อขายให้หลากหลายขึ้น อีกทั้งเสริมบริการลูกค้าสถาบันผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Jefferies
ธุรกิจนายหน้าประกันภัย (Bancassurance) มุ่งมั่นให้บริการที่ปรึกษาด้านประกันระดับพรีเมียม โดยคัดสรรและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่า ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ภายใต้แพลตฟอร์ม Open Architecture ที่เกิดจากความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยชั้นนำ พร้อมขับเคลื่อนผ่านแคมเปญ Family First เพื่อมอบทางเลือกที่เหมาะสมและตรงใจสำหรับแต่ละบุคคล
ปี 68 กำไร 6,658.90 ล้าน ลดลง 3.5% ตั้งสำรองเพิ่ม รับเศรษฐกิจเปราะบาง
ผลการดำเนินงานในปี 2568 มีกำไรสุทธิ 6,658.90 ล้านบาท ลดลงจำนวน 242.38 ล้านบาท หรือ 3.5% เมื่อเทียบกับปี 2567 สาเหตุหลักมาจากการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย ตามแผนการตั้งสำรองกลับสู่ระดับปกติและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
ในส่วนของรายได้จากการดำเนินงาน เติบโต 2.2% จากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 8.8% ประกอบด้วย รายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น 6.5% ตามการขยายตัวของธุรกิจนายหน้าประกันภัยและรายได้อื่นที่เกี่ยวกับสินเชื่อ รายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานของธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น 8.8% จากการเติบโตของธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและธุรกิจกองทุนรวม อีกทั้งมีผลกำไรจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนตัวลง ตามมูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ชะลอตัว
ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดล 0.5% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวม 4 ครั้ง และการลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ทั้งนี้ ในภาวะที่เศรษฐกิจยังคงเปราะบาง บริษัทยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ มีค่าใช่จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2.6% จากปีก่อนหน้า
กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share) สำหรับปี 2568เท่ากับ 8.32 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 8.62 บาทต่อหุ้นในปี 2567 และบริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ 15.4%
งบไตรมาส 4/68 กำไร 1,641.78 ล้านบาท ลดลง 5.1%
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิ 1,641.78 ล้านบาท ลดลงจำนวน 88.45 ล้านบาท หรือ 5.1% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2568 จากรายได้รวมที่อ่อนตัวลง 6.9% ประกอบด้วยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 0.3% เนื่องจากการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยพิเศษจากการชำระคืนหนี้ก่อนกำหนดในไตรมาสก่อนหน้า ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 19.1% สาเหตุหลักเป็นผลมาจากกำไรจากเงินลงทุนที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ที่ชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ดี รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจากธุรกิจหลักฟื้นตัว 3.0% จากธุรกิจธนาคารพาณิชย์โดยเฉพาะธุรกิจนายหน้าประกันภัย ที่เติบโตตามปริมาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ที่เพิ่มขึ้น รายได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานธุรกิจจัดการกองทุนเพิ่มขึ้น 0.3% จากสินทรัพย์ภายใต้การบริหารที่เติบโต
ในขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์ยังคงอ่อนแอ จากปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ซบเซา สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 0.4% จากค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลและค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่ที่ 1.0% ของยอดสินเชื่อเฉลี่ย
เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2567 กำไรสุทธิของบริษัทลดลงจำนวน 60.03 ล้านบาท หรือ 3.5% จากค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่เพิ่มขึ้นตามแผนการปรับสำรองกลับเข้าสู่ระดับปกติ ด้านรายได้รวมเพิ่มขึ้น 2.3% โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 0.5% จากต้นทุนทางการเงินที่ปรับลดลงในภาวะดอกเบี้ยขาลง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยขยายตัว 6.8% จากการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจธนาคารพาณิชย์ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และค่าธรรมเนียมพื้นฐานธุรกิจจัดการกองทุน
ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์อ่อนตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า รวมทั้งกำไรจากเงินลงทุนที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ปรับตัวลดลง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง 2.1% ตามการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ
กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (Basic earnings per share) สำหรับงวดไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 2.05 บาทต่อหุ้น ลดลงจาก 2.16 บาทในไตรมาสก่อนหน้า และจาก 2.13 บาท ในไตรมาส 4/2567 ส่วนอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) อยู่ที่ 15.4%


