ธปท.ปรับบทบาทลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เร่งออกมาตรการช่วยน้ำท่วมใต้เพิ่ม
ธปท.ปรับบทบาทผนึกนโยบายการเงินผสานแก้ปัญหาเฉพาะจุด มุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เจรจาแบงก์พาณิชย์เร่งออกมาตรการช่วยน้ำท่วมใต้รอบใหม่
KEY
POINTS
- ธปท. ปรับบทบาทใหม่เป็น "ผู้ลงมือทำ" เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจโดยตรง เนื่องจากนโยบายการเงินแบบเดิม เช่น การลดดอกเบี้ย มีประสิทธิผลน้อยลง
- จะหันมาใช้มาตรการแบบเฉพาะจุดมากขึ้น เช่น โครงการแก้หนี้รายย่อย และการค้ำประกันสินเชื่อ SME เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุดและกระตุ้นเศรษฐกิจ
- กำลังเร่งออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติมสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในภาคใต้ โดยจะขยายขอบเขตให้กว้างกว่าเดิมและครอบคลุมสินเชื่อบ้านและลิสซิ่ง
หากกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กับภาครัฐ และแนวทางการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ในประเด็นนี้ยังมีหลายคนสงสัยว่าทั้ง 2 หน่วยงาน มีการสอดประสานนโยบายกันหรือไม่
ประสานนโยบายที่ไร้รอยต่อ
“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงานปาฐกถาพิเศษ คู่หูเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตสู่ความยั่งยืน "Fiscal-Monetary Synergy in Sight" ที่จัดขึ้นโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ ว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธปท. ทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดีมาก การทำงานร่วมกันนี้เป็นไปอย่างเต็มที่ ยืนยันว่าไม่มีปัญหาด้านการประสานนโยบาย (policy coordination) หรือแนวคิดที่ว่าต่างฝ่าย "วิ่งกันคนละทาง"
“ธปท. มีความเป็นอิสระ แต่ตามกฎหมายกำหนดให้ต้องคำนึงถึงนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย”
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญหน้ากับบริบทที่ไม่เหมือนเดิมและมีความท้าทายสูง โดยที่ภาวะเศรษฐกิจเปิดกว้างมากขึ้นแต่การเติบโตกลับชะลอตัวลงอย่างชัดเจน
โดยก่อนโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเคยเติบโต 4% โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามในการกระตุ้นมากนัก แต่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่การเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำมาก โดยคาดการณ์ว่าปี 2568 จะเติบโตเพียง 2.1% และปี 2569 เติบโตไม่ถึง 2%
การเติบโตไม่กระจายตัวและไม่ทั่วถึง โดยธุรกิจขนาดใหญ่ยังพอไปได้และสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย แต่กลุ่มธุรกิจ SME กลับมีปัญหา สะท้อนจากสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส
ปัญหาเชิงโครงสร้าง-ขีดจำกัดนโยบายการเงิน
นอกจากนี้ ยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างรุมเร้า เช่น หนี้ครัวเรือน และเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดของนโยบายการเงิน
โดยนโยบายทางการเงิน เป็นนโยบายในภาพรวม ซึ่งเป็นเครื่องมือหลัก มีผลในวงกว้าง ไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะจุด การลดดอกเบี้ยจะมีผลต่อเศรษฐกิจ ถ้าปัญหาเชิงโครงสร้างมีจำกัด
“การลดดอกเบี้ยนโยบาย 4 ครั้ง ที่ผ่านมา มีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่ำกว่า 0.2% เพราะปัญหาในปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง หากธนาคารกลางยังคงใช้เครื่องมือทางการเงินเพียงอย่างเดียว จะมีผลต่อเศรษฐกิจน้อยมาก และจะถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ร่วมวิเคราะห์ที่ไม่ได้ลงมือทำ”
ปรับบทบาทแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ดังนั้น ธปท. จึงได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายและบทบาทการทำงาน โดยจะไม่เป็นเพียงหน่วยงานที่ออกมาวิเคราะห์ปัญหาอย่างเดียว แต่ต้องการเป็น"ผู้ลงมือทำ" และเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหา
บทบาทใหม่ของ ธปท. เปลี่ยนจากผู้ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก มาเป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจมหภาคด้วย
เป็นผู้นำในการเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างโดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ และต้องดำเนินมาตรการอย่างซ้ำ ๆ ต่อเนื่อง พร้อมยื่นมือเข้าไปแก้ปัญหาและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน
“จากข้อจำกัดและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ธปท. จึงไม่ได้ใช้เพียงแค่อัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียวในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ แต่ใช้เครื่องมือและมาตรการอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้มาตรการเฉพาะจุด”
มาตรการเชิงรูปธรรมมุ่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
ธปท. ได้ริเริ่มมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ SME ไม่ว่าจะเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้รายย่อยต่ำกว่า 100,000 บาท และต้นปี 2569 เตรียมเจรจากับนอนแบงก์เพื่อดำเนินการในเฟสต่อไป
รวมไปถึง ธปท. กำลังดำเนินการออกกลไกค้ำประกันสินเชื่อ SME สำหรับวงเงิน 100,000 ล้านบาท มุ่งเป้าไปยังอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อาหาร, เกษตร, และ Smart Tech เพื่อหวังว่าสินเชื่อ SME จะกลับมาเติบโตและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม
การปรับเปลี่ยนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ธปท. ตระหนักดีว่านโยบายการเงินไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด ดังนั้นจึงต้องมีการดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในประเทศ ควบคู่ไปกับการใช้นโยบายการเงิน
เร่งออกมาตรการช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้เพิ่มเติม
เหตุการณ์น้ำท่วมภายใต้ โดยเฉพาะที่หากใหญ่ จ.สงขลา ในเชิงภาพรวม ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมมีไม่มาก คาดว่าผลกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.1% ไม่เกิน 0.2%
โดย ธปท. อยู่ระหว่างการประสานงานระหว่างหน่วยงานภายใต้ความรับผิดชอบ และธนาคารพาณิชย์ เพื่อเร่งรัดในการออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินเพิ่มเติม จากมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนของธนาคารพาณิชย์ที่ออกไปก่อนหน้านี้
ขณะนี้ มาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ กำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายและเตรียมทยอยประกาศออกมา โดยย้ำว่าจะดำเนินการให้เร็วที่สุดเท่าที่สามารถทำได้
สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่กำลังจะออกมานั้น คาดว่าจะมีขอบเขตที่กว้างกว่ามาตรการที่เคยออกไปแล้ว โดยเน้นครอบคลุมลูกค้าสินเชื่อบ้าน และสินเชื่อลิสซิ่ง
ในส่วนของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) ของ ธปท. นั้น ต้องดำเนินการผ่านการออกพระราชกำหนด (พรก.) ซึ่งในขณะนี้มีข้อจำกัดในทางการเมือง จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ ดังนั้นซอฟต์โลนที่สามารถออกได้ในขณะนี้มีเพียงธนาคารออมสินเท่านั้น


