posttoday

3 ปัญหาโครงสร้างทำให้ไทยเสียแชมป์ FDI อาเซียน ถึงเวลาปฏิรูปก่อนโอกาสทองหลุดมือ!

31 ตุลาคม 2568

จากแชมป์การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อันดับต้นของอาเซียน วันนี้ไทยตกชั้น เพราะติด 3 ปัญหาเชิงโครงสร้าง ถึงเวลาต้องรีเซ็ตนโยบายใหม่ ทางออก 3 ข้อที่จะพลิกเกม ก่อนนักลงทุนต่างชาติจะหายไปไม่กลับ!

KEY

POINTS

  • จากแชมป์การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อันดับต้นของอาเซียน
  • วันนี้ไทยตกชั้น เพราะติด 3 ปัญหาเชิงโครงสร้าง ถึงเวลาต้องรีเซ็ตนโยบายใหม่
  • ทางออก 3 ข้อที่จะพลิกเกม ก่อนนักลงทุนต่างชาติจะหายไปไม่กลับ!

คุณเคยสงสัยไหมว่า... ทำไมประเทศไทยซึ่งเคยเป็นดาวเด่นในการดึงเงินลงทุนต่างชาติในอาเซียน ถึงตอนนี้กลับถูกเวียดนามแซงหน้า?

ลองจินตนาการถึงนักลงทุนต่างชาติคนหนึ่ง เขาเดินเข้ามาในประเทศไทยเพื่อสำรวจโอกาสลงทุน แต่สิ่งที่เจอคือเอกสารซ้ำซ้อน! 

กระบวนการยื่นขออนุมัติซับซ้อนต้องวิ่งไปหลายหน่วยงาน และไม่รู้ว่าท้องถิ่นหรือส่วนกลางจะตัดสินใจอย่างไร เขาส่งเอกสารไปแล้ว…แต่ก็ต้องส่งซ้ำอีกเพราะไม่มีระบบที่เชื่อมกัน

ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตไทยเติบโตช้าลง แรงงานไม่รู้จะพัฒนาทักษะด้านไหนเพราะเป้าหมายอุตสาหกรรมเปลี่ยนไปมา และสิทธิประโยชน์ทางภาษียังติดอยู่กับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone หรือ SEZs) ที่ล้าสมัย

...ผลลัพธ์ ?

ประเทศไทยสูญเสียศักยภาพการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จากแถวหน้าของอาเซียนสู่ระดับกลาง และหากไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทันที โอกาสทองในการดึงการลงทุนครั้งใหญ่ก็อาจหลุดมือไปอย่างน่าเสียดาย

3 ปัญหาโครงสร้างทำให้ไทยเสียแชมป์ FDI อาเซียน ถึงเวลาปฏิรูปก่อนโอกาสทองหลุดมือ!

3 ปัญหาโครงสร้างที่ฉุดรั้งประเทศ

ผลการศึกษาจากตลาดทุนที่ชี้ชัดว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะที่ GDP ภาคการผลิตเติบโตลดลงอย่างต่อเนื่อง และนโยบายประชานิยมที่เคยใช้ก่อนปี 2565 ก็ไม่สามารถกระตุ้นภาคการผลิตได้อีกต่อไปแล้ว

ส่งผลให้ศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศตกจากระดับ "แถวหน้าของอาเซียน" สู่ระดับกลาง

ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การขาด FTA หรือกฎระเบียบที่แย่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง 3 ด้านหลัก

1. วิกฤติแรงงานไม่ได้เกิดจากคนขาดทักษะ แต่เพราะ "ขาดเป้าหมายระดับชาติ"

ทุกคนพูดถึงปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะ แต่สาเหตุที่แท้จริงคือ ประเทศไทยมีเป้าหมายอุตสาหกรรมที่ "เยอะไปหมด" และมีการเปลี่ยนเป้าหมายอยู่เรื่อยๆ ไม่ซ้ำกันในแต่ละรัฐบาล

  • แรงงานไม่รู้จะพัฒนาทักษะอะไร ในเมื่อนโยบายเปลี่ยนไปมา เช่น ประกาศว่าจะทำรถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ระบุชัดเจนว่าจะทำแบตเตอรี่, ยางรถยนต์ หรือประกอบชิ้นส่วน
  • ขาดความสามารถในการแข่งขันระดับสูง ปัจจุบันไม่มีแล็บใดในประเทศไทยที่สามารถก้าวไปสู่ Clinical Trial ระดับสากลได้ และระบบสิทธิบัตร (IP) ยังไปไม่ถึง International Standard
  • ข้อเสนอเร่งด่วน: ต้องมีการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่ชัดเจน และต้องใช้การกำหนดเป้าหมายนั้นเป็นตัวนำ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาทักษะแรงงาน

3 ปัญหาโครงสร้างทำให้ไทยเสียแชมป์ FDI อาเซียน ถึงเวลาปฏิรูปก่อนโอกาสทองหลุดมือ!

2. กฎหมายไม่ใช่ปัญหาเดียว แต่ "กระบวนการ" ฆ่านักลงทุน

แม้รัฐบาลจะพยายามปฏิรูปกฎหมาย (กิโยตินกฎหมาย) และปรับปรุงอันดับ Ease of Doing Business จนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ FDI กลับไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

  • ประสบการณ์นักลงทุนต่างชาติ ปัญหาคือ "กระบวนการในการเข้าถึงมันยาก" นักลงทุนต้องติดต่อ 5 หน่วยงาน และต้องส่งเอกสารซ้ำๆ โดยที่ไม่มี Straight-Through Process
  • การกระจุกตัวของนิคมอุตสาหกรรม การตัดสินใจยังอยู่ในส่วนกลาง ทำให้นิคมอุตสาหกรรม 60% กระจุกตัวอยู่แค่ 3 จังหวัดใน EEC ส่วนภูมิภาคอื่นไม่สามารถเกิดได้เพราะติดขั้นตอนการตัดสินใจที่ต้องวนไปมาระหว่างกระทรวงต่างๆอย่างไม่สิ้นสุด
  • ข้อเสนอเร่งด่วน ต้องใช้ดิจิทัลสร้าง "Straight-Through Process" และ Structure Data Template เพื่อให้ผู้ลงทุนส่งข้อมูลครั้งเดียวแล้วกระจายไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือ ต้องกระจายอำนาจการตัดสินใจให้ท้องถิ่น วางแผนและอนุมัติ เช่นเดียวกับที่ไทยเคยทำในอดีตผ่านมณฑลเทศาภิบาล

3 ปัญหาโครงสร้างทำให้ไทยเสียแชมป์ FDI อาเซียน ถึงเวลาปฏิรูปก่อนโอกาสทองหลุดมือ!

3. สิทธิประโยชน์ผิดจุด ยึดติด "เขตเศรษฐกิจพิเศษ" ทั้งที่คนอื่นเลิกใช้แล้ว

ประเทศไทยยังคงยึดติดกับการเพิ่มเขตเศรษฐกิจพิเศษ ทั้งที่หลายประเทศเริ่มยกเลิกแล้ว นอกจากนี้ สิทธิประโยชน์ที่ให้ไป มองข้าม "ห่วงโซ่คุณค่า" (Value Chain)

  • การพลาดโอกาสครั้งใหญ่ เมื่อเกิดการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนมาสู่กลุ่มอาเซียน ประเทศไทยที่เคยมีนโยบาย Thailand 4.0 ตั้งใจจะทำงานที่กำไรสูงแล้วส่งงานกำไรต่ำให้ประเทศเพื่อนบ้าน กลับไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนนั้นได้ คนที่ทำได้คือ เวียดนาม
  • การออกแบบนโยบายที่ไม่ปรึกษาอุตสาหกรรม ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีแต่ "คำขวัญ" หรือนโยบายสวยหรูมากมาย แต่ขาดการพูดคุยกับผู้นำอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อออกแบบระบบนิเวศที่เหมาะสมร่วมกัน
  • ข้อเสนอเร่งด่วน ต้องถอยกลับมา Map Competitive Advantage ของประเทศ และออกแบบสิทธิประโยชน์ให้ครอบคลุมตลอด Smiley Curve เน้น R&D และจุดกำไรสูง ห้ามตกหลุมตัวเลขการลงทุนที่สูงแต่ไม่สร้างงาน เช่น DataCenter แต่ต้องเน้นการสร้างตำแหน่งงานควบคู่กันไป

งานสัมมนาคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา

หากต้องการให้ประเทศเดินต่อไปได้อย่างเหมาะสม หน่วยงานส่งเสริมการลงทุนต้องหยุดวิ่งตามตัวเลขใหญ่ๆ แต่ต้องมุ่งเน้นที่...

  1. การสร้างตำแหน่งงานเป็นหลัก ไม่เน้นแค่ตัวเลข FDI
  2. กระจายอำนาจการบริหารทรัพยากร ให้ท้องถิ่นวางแผนระบบนิเวศที่เหมาะกับอุตสาหกรรมนั้นๆ
  3. หาธุรกิจตามห่วงโซ่คุณค่า (Smiley Curve) มาใส่ในประเทศ พร้อมออกแบบระบบนิเวศว่าใครจะทำอะไร ใครจะให้ต่างประเทศทำ

"ธีรนิติ์ เจียรพัฒนาคม" คณะทำงานการลงทุนจากต่างประเทศ ในกรรมาธิการการเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ยอมรับว่า ถ้าทำ 3 ข้อเสนอนี้ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ประเทศไทยจะโปร่งใส และน่าลงทุน

ดังจะเห็นได้ว่าประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ น้อยกว่าไทย แต่ทำไมคนไปลงทุนกัน เพราะด้วยมีกฎเกณฑ์ชัดเจน มีกระบวนการที่ เหมาะสมกับการลงทุน

อย่าลืมว่าการลงทุนในโลกยุคปัจจุบันต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่สามารถยึดติดกับกรอบเวลาที่ยาวนานได้ หากประเทศไทยสามารถปรับให้เหมาะสมกับบริบทการแข่งขันในภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจุบันที่ต้องยืดหยุ่น ไม่ใช่แบบ "ปีต่อปี" ต้องเป็น "เดือนต่อเดือน" ตามที่ทรัมป์จะพูดอะไรก็แล้วแต่

ดังนั้นประเทศที่จะดึงดูดการลงทุนได้ต้องมีความยืดหยุ่น แต่ปัจจุบันประเทศไทยกลับยึดติดกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ไม่มีความยืดหยุ่น จึงทำให้ผู้ลงทุนตัดสินใจยาก ถ้าจะลงทุน.

3 ปัญหาโครงสร้างทำให้ไทยเสียแชมป์ FDI อาเซียน ถึงเวลาปฏิรูปก่อนโอกาสทองหลุดมือ!

ข่าวล่าสุด

ด่วน! ดีเซลขึ้นอีก 3.50 บาท แตะ 47.74 บาท/ลิตร มีผลพรุ่งนี้