
สงครามภาษีสหรัฐฯ หากยืดเยื้อลากเศรษฐกิจโลกถดถอยซ้ำรอยปี 1930
อินโนเวสท์ เอกซ์ วิเคราะห์สหรัฐฯ ขึ้นภาษี เปิดฉากสงครามจีน หากยืดเยื้อ อาจลากเศรษฐกิจโลกถดถอยเหมือนวิกฤตใหญ่ 1930 GDP ไทยติดลบ
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ Head of Economic Reserch หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยในงานเสวนา Roundtable “Trump’s Global Quake: Thailand Survival Strategy” ภายใต้ หัวข้อ ผ่ากำแพงภาษี "ทรัมป์" ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ: Out of The Trump's Uncertainty ซึ่งจัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ฐานเศรษฐกิจ และโพสต์ทูเดย์ ระบุว่า ขณะนี้สหรัฐอเมริกากำลังเดินหน้าเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจโลกจากระเบียบการค้าเสรีภายใต้ FTA, องค์การการค้าโลก (WTO) และความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า GATT ไปสู่โลกที่เต็มไปด้วยกำแพงภาษี เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในฐานะประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลก
โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือการใช้อัตราภาษีเป็นเครื่องมือหลัก หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป มีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจโลกอาจย้อนรอยวิกฤตปี ค.ศ.1930 หรือ “The Great Depression” ซึ่งในขณะนั้นประเทศต่าง ๆ ทยอยตั้งกำแพงภาษีเพื่อตอบโต้กัน จนนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก และท้ายที่สุดจุดชนวนสู่สงครามโลก
ดร.ปิยศักดิ์ชี้ว่า สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มส่งสัญญาณคล้ายกัน โดยเฉพาะการตอบโต้กันทางภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อย่างไรก็ตาม โอกาสที่สงครามการค้าจะทวีความรุนแรงในระดับสูงยังอยู่ที่ประมาณ 10% โดยยังมีความหวังว่าหลายฝ่ายจะเข้ามาเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดและลดอัตราภาษีลงได้
ในกรณีที่การเจรจาล้มเหลว ดร.ปิยศักดิ์ประเมินว่า มีโอกาส 30% ที่สถานการณ์จะเลวร้ายลง เศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวแรง และประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบในระดับที่ GDP หดตัวถึง -1.1% การส่งออกอาจติดลบถึง -5% ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็อาจชะลอตัวเช่นกัน โดยคาดว่า GDP จะเติบโตเพียง 2.4%
สำหรับกรณีที่คาดว่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด คือการเจรจาสามารถเกิดขึ้นได้ในระดับหนึ่ง บลูมเบิร์ก คำนวณไว้ แม้ว่าอัตราภาษีเฉลี่ยของสหรัฐฯ ที่จะเริ่มใช้จะอยู่เฉลี่ยที่ 28% ซึ่งใกล้เคียงกับระดับ 50-60% ในยุค Great Depression
อย่างไรก็ตาม หากสามารถลดอัตราภาษีลงจากจุดสูงสุดได้ ก็อาจทำให้เฉลี่ยอยู่ที่ราว 25% ส่วนไทยที่ถูกตั้งภาษีราว 36% ก็อาจลดลงเหลือประมาณ 15% ตามสมมติฐาน
ในภาพนี้ ดร.ปิยศักดิ์คาดว่า GDP ของไทยจะชะลอลงจาก 2.5% เหลือ 1.4% ขณะที่การส่งออกอาจติดลบ 1-3% ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจพิจารณาลดดอกเบี้ยได้ประมาณ 3 ครั้ง ภาคเศรษฐกิจสหรัฐฯ เองก็อาจโตเพียง 0.9% จากเดิม 1.9% ส่วน GDP โลกอาจหายไปราว 0.8% จากที่ IMF คาดไว้เดิมที่ 3.5% เหลือเพียง 2.5% นี่คือภาพที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า
“สถานการณ์ในระยะต่อไปจะอยู่ในภาวะ ‘ฝุ่นตลบ’ หลายประเทศจะเข้าสู่การเจรจาอย่างเข้มข้น แต่ประเทศเล็ก ๆ โดยเฉพาะในเอเชีย อาจมีอำนาจต่อรองที่จำกัด และต้องยอมถอยในบางส่วน” ดร.ปิยศักดิ์กล่าว
ในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น (Best Case Scenario) และสหรัฐฯ กำหนดอัตราภาษีขั้นต่ำไว้ที่ 10% ก็อาจช่วยลดผลกระทบได้บ้าง โดยไทยอาจเติบโตได้ที่ระดับ 1.7% จากเดิม 2.5% ขณะที่การส่งออกอาจหดตัวใกล้ -2.8% ถึง -3%
ในด้านนโยบายการเงิน ดร.ปิยศักดิ์มองว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยอาจเป็นเรื่องยาก หากความเสี่ยงเศรษฐกิจมาพร้อมกับแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยธนาคารกลางทั่วโลกอาจยังให้ความสำคัญกับการควบคุมเงินเฟ้อเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวแรงธนาคารแห่งประเทศไทยอาจลดดอกเบี้ยได้ไม่เกิน 3 ครั้ง หรืออาจไม่ลดเลย







