posttoday
สภาพัฒน์ เผย ตัดหนี้ครัวเรือน ต้องทำเฉพาะกลุ่ม หวั่นเกิดปัญหาวินัยการเงิน

สภาพัฒน์ เผย ตัดหนี้ครัวเรือน ต้องทำเฉพาะกลุ่ม หวั่นเกิดปัญหาวินัยการเงิน

27 สิงหาคม 2567

สศช.ชี้ลดเงินส่ง FIDF ลง 50% ตัดหนี้ครัวเรือนให้กับประชาชน ทำได้ ต้องหารือกันระหว่างกระทรวงการคลัง กับแบงก์ชาติ ขณะที่หนี้สินครัวเรือนไตรมาสที่ 1/2567 มีมูลค่ารวม 16.37 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 3% ในไตรมาสก่อนหน้า เหตุแบงก์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ข้อเสนอตามวิสัยทัศน์ของ นายทักษิณ ชินวัตร ให้ปรับลดการเก็บเงินสมทบกองทุนเพื่อฟื้นฟูสถาบันการเงิน (FIDF) ที่ปัจจุบันเก็บอยู่ 0.46-0.47% ลงครึ่งหนึ่งแล้วนำเงินที่เหลือไปช่วยลดหนี้ครัวเรือนให้กับประชาชนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องมีการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลัง กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า มาตรการจะมีผลอย่างไรบ้าง เมื่อออกมา โดยในส่วนนี้ก็ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้

สำหรับหนี้ของกองทุน FIDF นั้น ปัจจุบันมีการนำเงินที่เก็บจากสถาบันการเงินในส่วนนี้ไปใช้หนี้เงินต้นที่มีอยู่ ซึ่งหากลดเงินนำส่งลงไปก็จะทำให้การใช้เงินต้นในส่วนนี้ลดลง ทั้งนี้หากจะใช้มาตรการนี้จริง สศช.มองว่าควรทำเป็นมาตรการเฉพาะกลุ่มแบบเจาะจง เช่น เป็นมาตรการที่ช่วยลูกหนี้ที่มีบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท หรือหนี้รถที่ถือเป็นเครื่องมือในการทำมาหากิน เป็นต้น โดยมาตรการในลักษณะนี้ไม่ควรเป็นการใช้แบบทั่วไป เพราะจะเกิดประเด็น “อันตรายบนศีลธรรม” (Moral Hazard) ให้เกิดขึ้นในสังคมได้

ส่วนประเด็นการปรับลดการจ่ายหนี้ขั้นต่ำบัตรเครดิตที่ ธปท.ให้คงการจ่ายหนี้ขั้นต่ำไว้ที่ 8% จากเดิมที่จะปรับขึ้นเป็น 10% ซึ่งในส่วนนี้ สศช.มองว่าแม้ว่าจะไม่ได้มีการปรับขึ้นไปถึงระดับ 10% แต่การที่ปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 8% ในขณะนี้ก็ทำให้ประชาชนบางส่วนที่ขาดสภาพคล่อง และได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวไม่สามารถที่จะจ่ายหนี้บัตรเครดิตในสัดส่วนดังกล่าวได้ เนื่องจากกำลังในการจ่ายหนี้ลดลง เห็นจากที่ NPL ของหนี้บัตรเครดิตปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 3.5% ในไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ 4.13%  ในไตรมาสล่าสุด

นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับหนี้สินครัวเรือนไตรมาสที่ 1/2567 มีมูลค่ารวม 16.37 ล้านล้านบาท ขยายตัว 2.5% ชะลอลงจาก 3% ในไตรมาสก่อนหน้า และคิดเป็นสัดส่วนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)  90.8% ลดลงจาก 91.4% ในไตรมาสก่อนหน้า

สำหรับปัจจัยที่ทำให้หนี้ครัวเรือนปรับลดลงมาจากการที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อแก่ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม คุณภาพสินเชื่อของครัวเรือนปรับลดลงต่อเนื่อง โดยหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารพาณิชย์มีมูลค่ารวม 1.63 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.99% ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 2.88% ในไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 ติดต่อกัน 

นอกจากนี้ มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1.การเร่งปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้บัตรเครดิตที่เริ่มมีปัญหาการชาระหนี้คืน หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทยมีการปรับอัตราการจ่าย บัตรเครดิตขั้นต่ำจาก 5% เป็น 8 % ตั้งแต่รอบบัญชีเดือนมกราคม ปี 2567 ส่งผลให้ลูกหนี้บางส่วน ไม่สามารถปรับตัวและมีปัญหาในการชำระคืน 

2.รูปแบบการให้กู้ยืมนอกระบบที่หลากหลาย โดยเฉพาะ ที่ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ประกอบกับเงื่อนไขการเข้าถึงสินเชื่อที่ง่าย อาจนำไปสู่พฤติกรรมการก่อหนี้เกินตัวได้ง่าย อีกทั้งมีความเสี่ยงการมีหนี้สินพ้นตัวจากอัตราดอกเบี้ยนอกระบบที่อยู่ในระดับสูงโดยเฉพาะในกลุ่มเด็กรุ่นใหม่

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท