
FETCO เผยนักลงทุนเชื่อมั่นขึ้น เห็นแววท่องเที่ยวฟื้น แต่ยังจับตา FED
FETCO แจงดัชนี ICI ดีขึ้นอยู่ระดับทรงตัว ด้วยความมั่นใจของทั้งนักลงทุนทุกกลุ่ม จากเห็นแววการท่องเที่ยวฟื้นแต่ยังห่วง FED ปรับขึ้น เงินยังไหลเข้าตลาดไทยต่อจากทิศทางมอง ASEAN เป็น safe haven
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยผลสำรวจในเดือนตุลาคม 2565 พบว่า FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 108.86 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 60.5% จากเดือนก่อนหน้าขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” หรือช่วงค่าดัชนี 80-119 จากการเปิดเผยของ.นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย
ทั้งนี้ด้วยนักลงทุนมองว่าการฟื้นต้วของภาคท่องเที่ยวจะเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือความคาดหวังต่อการชะลอการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่ความไม่แน่นอนต่อนโยบายการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED สถานการณ์เงินเฟ้อ และสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ต่างเป็นปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน
โดยพบว่าความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ และ กลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ปรับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” ขณะที่ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศ ปรับขึ้นมาอยู่ในระดับ “ร้อนแรง”
นายกอบศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ผลสำรวจ ณ เดือนตุลาคม 2565 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่าความเชื่อมั่นนักลงทุนทุกกลุ่มปรับเพิ่มขึ้นโดย นักลงทุนบุคคลปรับเพิ่ม 46.7% อยู่ที่ระดับ 113.43 กลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้น 11.1% อยู่ที่ระดับ 111.11 กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น 14.7% อยู่ที่ระดับ 130.00 และกลุ่มนักลงทุนต่างชาติปรับเพิ่ม 150.0% อยู่ที่ระดับ 100.00
"ส่วนใหญ่นักลงทุนชอบหุ้นแบงก์ ท่องเที่ยว และอาหาร แต่ไม่ชอบกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์"
นอกจากนี้ในช่วงเดือนตุลาคม 2565 SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีปัจจัยหนุนจากอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัว ความคาดหวังว่า FEDจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย แนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ปรับสูงขึ้นกว่าคาด รวมถึงการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ของกลุ่มธนาคารซึ่งออกมาดีตามความคาดหมาย
โดย SET Index ณ สิ้นเดือนตุลาคมปิดที่ 1,608.76 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2% จากเดือนก่อนหน้า ในขณะที่นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิในเดือนตุลาคม 2565 กว่า 7,467 ล้านบาท โดยตลอดทั้งปี 2565 นักลงทุนต่างชาติยังคงซื้อสุทธิเป็นมูลค่า 153,932 ล้านบาท
"SET ยังไปได้ดีและมีเงินทุนไหลเข้าไทยอยู่ เพราะนักลงทุนมองว่า ASEAN เป็น safe haven"
สำหรับปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามได้แก่ ความชัดเจนของนโยบายการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ความผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งส่งผลให้ธนาคารกลางในหลายประเทศต้องออกมาตรการแทรกแซงค่าเงิน โดยเฉพาะธนาคารกลางอังกฤษและญี่ปุ่น
รวมถึงแนวโน้มการถดถอยของเศรษฐกิจโดยเฉพาะในกลุ่ม emerging market เช่นเดียวกับที่สถานการณ์เศรษฐกิจจีนที่ยังคงชะลอตัวจากนโยบาย Zero Covid และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย—ยูเครนที่ยังคงยืดเยื้อ
"เชื่อว่า FED ยังขึ้นดอกเบี้ยไปอีกระยะ ตอนนี้ผ่านมาเพียงครึ่งทางเท่านั้น จนกว่าเงินเฟ้อจะแตะ 2% แต่ตอนนี้เงินเฟ้อของสหรัฐฯ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และเริ่มทยอยลงมาอย่างช้า ๆ แต่กว่าจะลงจาก 8% ไปถึงเป้าหมายยังอีกไกล"
ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ การชะลอตัวของภาคการส่งออก แนวโน้มการไหลเข้าของสินค้าจากประเทศจีนซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในไทย สถานการณ์เงินบาทอ่อนค่าและเงินสำรองต่างประเทศของไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วซึ่งเป็นผลจากการที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น
โดยมีปัจจัยหนุนที่น่าติดตามจากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศจากแรงหนุนของภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลดีต่อการจ้างงานและการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ
ทั้งนี้นายกอบศักดิ์ยังฝากเตือนนักลงทุนเพิ่มเติมอีกว่า "แม้ตอนนี้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยดูดี แต่เมื่อเข้าปีหน้าที่เศรษกิจโลกและกลุ่ม emerging market เช่น เอกวาดอร์ เอธิโอเปีย เข้าสู่ช่วงคับขัน เราอาจได้รับผลกระทบไปด้วยจึงต้องเตรียมตัวรับมือเผื่อไม่ให้เป็นรายต่อไปที่มีปัญหา"







