posttoday
ชงรัฐบาลใหม่ดูแลราคาสินค้า

ชงรัฐบาลใหม่ดูแลราคาสินค้า

17 กรกฎาคม 2554

กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลเพื่อรองรับรัฐบาลชุดใหม่

กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลเพื่อรองรับรัฐบาลชุดใหม่

และจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยเน้นราคาสินค้าที่จะต้องดูแล 2 ส่วน คือ 1.ราคาสินค้าที่จำเป็นต่อประชาชนโดยตรง 2.สินค้าที่เป็นปัจจัยการผลิต โดยเป้าหมายหลักต้องกำกับดูแลราคาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุน โดยกระทรวงตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อในปี 2554 ที่ 3.23.7% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 78-88 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยน 28-33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยค่าเงินบาทจะต้องไม่แข็งค่าไปถึง 26-27 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และไม่ต่ำลงมาถึง 35-36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ด้านทีมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยได้สั่งการให้นายโอฬาร ไชยประวัติ หัวหน้าทีม ไปดูโครงสร้างราคาสินค้าสำคัญ 10 รายการ จาก 40 รายการ เช่น ไข่ น้ำตาล น้ำมันปาล์ม ผัก และหมู เพื่อดูว่าถ้ามีการลดต้นทุนการผลิตแล้ว เช่น การลดราคาน้ำมัน ราคาสินค้าจะลดลงแค่ไหน โดยการปรับโครงสร้างราคาสินค้า กระทรวงพาณิชย์ต้องใช้หลักวิทยาศาสตร์ และต้องมีสูตรที่เป็นต้นทุนมาตรฐานด้วย

ห่วงขึ้นค่าจ้างทำเอสเอ็มอีเจ๊ง

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ออกมาเป็นห่วงนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำของพรรคเพื่อไทย ว่า ภาคเอกชนในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศ วิตกว่าเรื่องดังกล่าวจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น และทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่จะได้รับผลกระทบหนักจนอาจต้องลดแรงงานและเลิกกิจการได้

ชงรัฐบาลใหม่ดูแลราคาสินค้า

จากการที่หอการค้าของไทยได้หารือกับหอการค้าญี่ปุ่น พบว่าปกติบริษัทรถยนต์จากญี่ปุ่นจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำมากกว่า 300 บาทอยู่แล้ว แต่เกรงว่าถ้าขึ้นค่าจ้างทันที 300 บาท จะกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เกี่ยวเนื่อง ซึ่งส่วนมากเป็นเอสเอ็มอี อาจทำให้กลุ่มนี้ต้องหายไป และบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นอาจต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากแหล่งอื่นแทน รวมทั้งอาจย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น เช่น อินโดนีเซีย เพราะมีค่าจ้างถูกกว่าไทยมาก

นอกจากนี้ ยังทำให้การลงทุนใหม่ๆ จากต่างประเทศไม่เข้ามา เพราะไม่มีความคุ้มค่า ขณะนี้ได้มอบให้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย สำรวจสมาชิกหอการค้าไทยทั้งบริษัทขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีถึงผลกระทบ รวมถึงแนวทางที่จะให้รัฐบาลช่วยเหลือเพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปหารือกับรัฐบาลใหม่

ตรึงดีเซลถึงสิ้นปีงบบานแสนล้าน

ยุคข้าวยากหมากแพง ทำให้รัฐบาลใหม่ที่จ่อเข้ามานั่งทำงาน เล็งปรับลดและตรึงราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการประกอบการ นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน เห็นว่าหากรัฐบาลเพื่อไทยยังคงนโยบายตรึงดีเซล 30 บาทต่อลิตร ต่อไปแค่ถึงสิ้นปี จะต้องใช้เงินประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับรัฐบาลเดิมที่ตรึงราคาตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 2553 จนถึงสิ้นเดือน ก.ย. 2554 จะใช้เงินรวมจนถึงสิ้นปีมีโอกาสทะลุ 1 แสนล้านบาท และจะมากขึ้นอย่างต่อเนื่องหากไม่ยกเลิก

ด้านนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. มองว่าครึ่งปีหลังนี้แนวโน้มราคาน้ำมันสำเร็จรูปดีเซลคาดว่าจะอยู่ที่ 120-130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ดีเซลราคาขายปลีกในประเทศก็น่าจะทรงตัวในระดับปัจจุบันไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เนื่องจากรัฐบาลใหม่มีนโยบายลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราว หลังจากนั้นก็คงมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนของประเทศ

แก้ข้าวไทยปลอมปนส่งจีน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบสินค้าเกษตรประเทศจีน หาทางป้องกันและปราบปรามการปลอมปนข้าวหอมมะลิของไทยไปจำหน่ายในจีน หลังจากตรวจสอบพบว่าขบวนการปลอมปนเกิดจากผู้ค้าข้าวในจีน ซึ่งขณะนี้จีนก็มีนโยบายส่งเสริมการบริโภคอาหารปลอดภัยในระหว่างปี 2555-2559 เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่ดีมีคุณภาพ โดยแนวทางการตรวจสอบฝ่ายไทยและจีนจะทำตรารับรองข้าวที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ด้วยตัวอักษร CCIC และเครื่องหมายรวงข้าวของกระทรวงพาณิชย์

ด้านที่ปรึกษาชมรมโรงสีข้าว จ.พัทลุง กล่าวว่า ราคาข้าวเปลือกขยับขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องกว่า 1,000 บาทต่อตันแล้ว เพราะโรงสีเปิดศึกแย่งซื้อเพื่อเก็งกำไรจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลใหม่ โดยมีแนวโน้มว่าราคาจะพุ่งถึง 3,000-4,000 บาทต่อตัน จากเดิมราคาอยู่ที่ 8,000-9,000 บาทต่อตัน แต่ชาวนาจะอยู่ได้หรือมีรายได้จากการทำนา ต้องราคาอยู่ที่ระดับ 1.3-1.4 หมื่นบาทต่อตัน

ในส่วนของวงการค้าข้าว มองว่า โครงการรับจำนำของรัฐบาลใหม่ โรงสีข้าวจะได้ผลประโยชน์ร่วมกับชาวนา เพราะรัฐบาลจะต้องฝากข้าวกับโรงสี ซึ่งจะเสียค่าฝากและค่าสีข้าว ตลอดจนการค้า ข้าวด้วย


 

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ