ชิริน วิเศษภักดั กับกองทุนนอกสัญชาติไทย
...สวลี ตันกุลรัตน์
ถ้าพูดถึง ชิริน วิเศษภักดี หลายคนคงทำหน้างงๆ แล้วถามว่า
“เธอเป็นใคร” แต่ถ้าบอกว่า เธอคือคนคนเดียวกับ ศุภกัญญา วิเศษภักดี อาจจะเริ่มมีคนคุ้นชื่อนี้บ้างและถ้าเป็นนักลงทุนกองทุนหุ้นในช่วงปี 2546 น่าจะจำเธอคนนี้ได้เป็นอย่างดีเพราะ ชิริน เป็นหนึ่งในเรี่ยวแรงสำคัญที่ทำให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อยุธยาเจเอฟ หรือ AJF ก้าวขึ้นมาเป็นบลจ. แถวหน้าของประเทศไทย (ปัจจุบันบลจ.อยุธยาเจเอฟ เปลี่ยนชื่อเป็น บลจ.อยุธยา) โดยเฉพาะผลงานของกองทุนหุ้นที่ ชิริน เป็นผู้บริหารจัดการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายตราสารทุน
หนึ่งในจำนวนกองทุนหุ้นของ AJF ที่สร้างผลตอบแทนที่โดดเด่น คือ กองทุนเปิดอยุธยาทุนทวีทรัพย์ ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นกองทุนแรกของ AJF ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี (นับตั้งแต่ 25442546) มากถึง 291% ทิ้งห่างดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน 177% ไปแบบไม่เห็นฝุ่น
เช่นเดียวกับผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ที่กองทุนให้ผลตอบแทน 312% ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีผลตอบแทน 187% ทำให้ได้รับรางวัลโพสต์ ลิปเปอร์ ถึง 3 รางวัล
จนกระทั่งผลงานไปเข้าตา บริษัทยูนิแคปปิตอล (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ บริษัท ยูนิฟันด์ ผู้บริหารกองทุนส่วนบุคคลจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนตั้งแต่ปี 2547
หน้าที่ของเธอคือ การบริหารจัดการเงินลงทุนราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.7 หมื่นล้านบาท ด้วยการลงทุนในตลาดหุ้นไทยและประเทศในแถบเอเชีย โดยที่เธอไม่สามารถบอกถึงผลงานที่เกิดขึ้นได้ ตามแบบฉบับของกองทุนส่วนบุคคล
และเมื่อปี 2551 ที่เกิดวิกฤตสถาบันการเงิน ยูนิฟันด์ เลือกที่จะปิด บริษัทยูนิแคปปิตอล (ประเทศไทย) และหันหลังให้ตลาดหุ้นไทย แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ ชิริน
เพราะวันนี้เธอเลือกที่จะลงทุนในตลาดหุ้นไทย และประเทศในอาเซียน โดยการตั้งบริษัท SAV Management S.A. หรือ SAVM ซึ่งจดทะเบียนที่หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ไอซ์แลนด์ เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการกองทุน 2 กองทุนคือ Thai Icon Fund และ ASEAN Icon Fund
“
ไม่ได้ฝันว่าวันหนึ่งจะต้องมาเป็นแบบนี้ แต่เหตุการณ์ทุกอย่างมันลงตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเพื่อนให้เปิดบริษัทบริหารจัดการลงทุนขึ้นมาเอง โดยเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารในบริษัท SAVM”ชิริน กล่าวพร้อมกับเล่าว่า การตั้งบริษัทที่หมู่เกาะบริติช เวอร์จิน ไอซ์แลนด์ ทำได้ไม่ยากแต่การจัดตั้งกองทุนต่างหากที่ยาก เพราะต้องผ่านหลายขั้นตอนที่เข้มงวดกว่าจะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ Financial Services Commission (FSC) ของที่นั่นได้
บริษัท SAVM จดทะเบียนขออนุญาตประกอบกิจการกองทุนประเภท Professional Fund ซึ่งมีรูปแบบเหมือนกองทุนรวม เพราะสามารถมีผู้ถือหน่วยกองทุนได้จำนวนมาก เพียงแต่นักลงทุนแต่ละคนจะต้องมีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.3 ล้านบาท
“
คล้ายๆ กับกองทุนรวม คือ ใครจะซื้อก็ได้ แต่ต้องมีเงินลงทุนค่อนข้างสูง”ชิริน กล่าวนอกจากนี้ นักลงทุนไทยที่อยู่ในประเทศไทยไม่สามารถลงทุนใน 2 กองทุนนี้ได้ เพราะไม่ได้ขออนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในประเทศไทย (แต่ถ้าเป็น
“เงินไทยในต่างแดน” คงยากที่จะควบคุม)บริษัทที่จดทะเบียนเป็น Professional Fund แบบเดียวกับ SAVM ยังมีอยู่อีก2 แห่งในประเทศไทย ได้แก่ Quest Management Inc. บริหารจัดการกองทุน Thai Focused Equity Fund และอีกหนึ่งแห่งคือ Hunters Investments Limited ดูแลกองทุน Ton Poh Emerging Thailand Fund
ชิริน บอกว่า สาเหตุที่ทำให้ต้องไปจดทะเบียนไกลถึงหมู่เกาะบริติช เวอร์จิน ไอซ์แลนด์ ก็เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการกองทุน และยังทำให้สามารถขายหน่วยลงทุนให้กับนักลงทุนต่างชาติได้ด้วย โดยมีบริษัทที่เป็นหุ้นส่วนเป็นตัวแทนจำหน่าย นอกจากนี้ยังใช้ต้นทุนไม่สูงนัก
“
ทั้งสองกองทุนจะเปิดกว้างมาก โดยสามารถใช้ตราสารอนุพันธ์เข้ามาบริหารจัดการได้อย่างเต็มที่เหมือนเป็นเฮดจ์ฟันด์ แต่ถ้าจดทะเบียนในประเทศไทยจะใช้อนุพันธ์ได้เฉพาะการป้องกันความเสี่ยงเท่านั้น” ชิริน กล่าวอย่างไรก็ตาม ชิริน กล่าวว่า นโยบายการลงทุนของทั้งสองกองทุนจะเน้นไปที่การลงทุนซื้อขายทำกำไรจากหุ้น เพียงแต่เปิดช่องเอาไว้สำหรับกรณีที่ตลาดหุ้นตกลงมาก หรือเมื่อต้องการเพิ่มอัตราเร่งในการสร้างผลตอบแทนเป็นกรณีพิเศษเท่านั้น
สำหรับนโยบายการลงทุนของกองทุน Thai Icon Fund จะลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่ง ชิริน กล่าวว่า จะเน้นลงทุนในบริษัทขนาดกลางที่ราคาไม่แพงเกินไป การเคลื่อนไหวของราคาไม่หวือหวามากนัก และไม่มีภาระหนี้ต่ำ
“
ชอบหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ประมาณ 1415% อัตราการจ่ายเงินปันผลมากกว่า 3% และอัตราส่วนราคาต่อกำไร (PE) ไม่แพงเกินไป และไม่ชอบซื้อหุ้นที่มีวัฏจักรอย่างพวกสินค้าโภคภัณฑ์ เพราะมันเดาทิศทางได้ลำบาก”ชิริน กล่าวขณะที่กองทุน ASEAN Icon Fund มีนโยบายในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยให้น้ำหนักการลงทุนที่สิงคโปร์มากที่สุดคือ 50% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน รองลงมาเป็นมาเลเซีย ที่ให้น้ำหนักการลงทุนระหว่าง 1520% จากนั้นจึงเป็นไทยและอินโดนีเซียประเทศละ 15% และปิดท้ายด้วยฟิลิปปินส์อีก 23%
“
ตลาดที่ฟิลิปปินส์ยังเล็ก แต่เปิดช่องเอาไว้ และอาจจะเข้าไปลงทุนในเวียดนามด้วยก็ได้ หากตลาดหุ้นมีสภาพคล่องมากขึ้นกว่านี้ แต่ไม่ต้องรีบร้อน” ชิริน กล่าวทั้งสองกองทุนภายใต้การดูแลของ SAVM เริ่มเปิดระดมทุนในช่วงเดือนก.พ. และคาดว่าจะเริ่มลงทุนได้ในเดือนมี.ค.นี้
แม้ว่าในระยะแรกชิรินบอกว่ายังไม่ได้คาดหวังว่าจะมีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนมากนัก แต่ตั้งเป้าหมายว่า ในสิ้นปีนี้ทั้งสองกองทุนจะมูลค่าสินทรัพย์กองทุนละ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 165 ล้านบาท และเพิ่มเป็นกองทุนละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 330 ล้านบาท ในสิ้นปี 2554
“
ปีแรกๆ ยังไม่ได้คาดหวังมาก เพราะดูจาก 2 บริษัทที่ทำมาก่อนก็มีขนาดไม่ใหญ่นัก โดย Quest ทำมา 19 ปี มีอยู่ 100 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ Ton Poh ทำมาหลายปีแล้ว ขนาดสินทรัพย์อยู่ที่ 45 ล้านเหรียญสหรัฐ” ชิริน เปรียบเทียบไม่ว่า SAVM จะระดมเงินลงทุนได้ตามเป้าหมายที่ ชิริน ตั้งใจไว้ได้หรือไม่ แต่ทั้งสองกองทุนนี้จะเป็น
“กองทุนนอกสัญชาติไทย” ที่จะช่วยเพิ่มตัวเลขซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติให้กับตลาดหุ้นไทย

