posttoday
หุ้นไทยน่าซื้อ อันดับสามในเอเชีย

หุ้นไทยน่าซื้อ อันดับสามในเอเชีย

12 กุมภาพันธ์ 2553

 ...เจียรนัย  อุตะมะ

 ...เจียรนัย  อุตะมะ

ท่ามกลางความกังวลว่าปัญหาหนี้ในสหภาพยุโรปบางประเทศจะลุกลามกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบสองจนทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกพลิกกลับมาเป็นขาลง ซิตี้กรุ๊ปออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยยืนยันว่า จังหวะนี้เป็นโอกาสเข้าซื้อหุ้นไทย

ทั้งนี้ การกลับมาแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเพราะสหภาพยุโรปมีปัญหาที่ส่งผลให้เงินยูโรอ่อนค่าเป็นผลร้ายต่อหุ้นทั่วโลกรวมถึงหุ้นในตลาดเกิดใหม่ เพราะนักลงทุนเปลี่ยนใจไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยสูง อาทิ เงินดอลลาร์สหรัฐหรือพันธบัตร แต่ประเทศไทยยังมีสภาพคล่องสูงที่พยุงดัชนีหุ้นไทยให้ยังเป็นบวกอยู่ได้จนถึงปีนี้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองได้เป็นผลร้ายต่อตลาดหุ้นมากกว่าในช่วงที่มีรัฐประหารและการชุมนุมประท้วง

ซิตี้กรุ๊ปจัดอันดับความน่าลงทุนพบว่าหุ้นไทยน่าลงทุนเป็นอันดับสามรองจากอินโดนีเซียและสิงคโปร์ โดยแนะกลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้ให้ลงทุนหุ้นปันผลที่หุ้นไทยให้ผลตอบแทนปันผลสูงอันดับ 1 ใน 3 ตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นญี่ปุ่น โดยพิจารณาจากสถิติย้อนหลัง 1020 ปี ในอัตราผลตอบแทนปันผล 3.7% ใกล้เคียงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ 4%

ดังนั้น จึงแนะนำหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูงและอัตราผลตอบแทนรวมสูง 5.6% โดยแนะนำให้ลงทุนสูงสุดในหุ้นบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) และบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเม้นท์ (LPN) และขายหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารทหารไทย (TMB)

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่น วิเคราะห์ว่า การปรับลดลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในปัจจุบันเป็นผลจาก Endowment Effect หมายถึง การเกิดมุมมองทางลบโดยไม่คาดหมาย ส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนต่างชาติจำเป็นต้องเทขายหุ้นที่ถืออยู่ออกมา แม้จะเชื่อว่าหลักทรัพย์ที่ถืออยู่ในปัจจุบันเป็นหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าที่ดีกว่าหลักทรัพย์อื่นๆ ในตลาด หรือภาพรวมระยะยาวยังคงดีอยู่ก็ตาม เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงของการขาดทุนจากพอร์ตลงทุน และการแข่งขันกับผู้จัดการกองทุนรายอื่นๆ (Loss Aversion)

สำหรับประเทศในเอเชีย คาดว่าจะมีผลกระทบจำกัด (Low Systematic Risk) เนื่องจากเอเชียไม่มีผลกระทบด้านปัญหาสภาพคล่อง พิจารณาจากปริมาณเงินในระบบรวมที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแรง (แม้จะไม่ก้าวกระโดดเหมือนปีที่ผ่านมา เช่น รายงาน M2 ของจีน เติบโตเฉลี่ย 30% ในปีก่อน) ซึ่งถือว่าดีกว่ามากเมื่อเทียบกับสถานะทางการเงินในสหรัฐ ที่แทบจะไม่มีการเติบโต หรือยูโร ที่เติบโตติดลบ หรือญี่ปุ่นที่ยังไม่สดใส ส่วนประเด็นลบที่ให้ความสำคัญสูงสุดต่อตลาดหุ้นเอเชีย ยังคงวิตกต่อการคุมเข้มนโยบายการเงินที่เร็วเกินไป และการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (แทนที่ผ่อนคลายในช่วงเกิดวิกฤต) สัญญาณ Vix Index ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดความกลัวของตลาดหุ้นสหรัฐ ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดี

สำหรับการวิเคราะห์การ Corrections หรือการลดลง ในระยะสั้นของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา โดยโนมูระพบว่าระดับ Vix Index จะปรับสูงขึ้นชันในช่วงระยะเวลาประมาณ 1 เดือนก่อนที่จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในที่สุด เช่นกรณีของ Dubai Debt Crisis ในเดือนพ.ย. 2552 หรือจากกรณี Japan’s Fiscal Crisis

ดังนั้น คาดว่าการปรับฐานรอบนี้ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจจะกินเวลาไม่เกิน 1 เดือน คำแนะนำ : ลงทุนหุ้นกลุ่มสื่อสาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) DTAC กลุ่มธนาคาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และหุ้นกลุ่มที่มีกระแสเงินสดดีปันผลดี บริษัท ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL)

อ่านแล้วลองตรองดูแล้วกัน...

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน