posttoday
กลุ่มยานยนต์แนวโน้มดี

กลุ่มยานยนต์แนวโน้มดี

12 กุมภาพันธ์ 2553

 

 

นักวิเคราะห์เชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์อยู่ในช่วงของการฟื้นตัว แต่มีความเสี่ยงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ต้องระมัดระวัง จึงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มยานยนต์ในระดับปกติจนถึงมากกว่าตลาด

สถาบันวิจัยนครหลวงไทยมีมุมมองว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว ซึ่งราคาหุ้นในกลุ่มได้ปรับตัวขึ้นสะท้อนปัจจัยดังกล่าวพอสมควรแล้ว อีกทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกและไทยในปี 2553 ยังคงมีความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวังจากการชะลอตัวลงอีกครั้ง (DoubleDip Recession) ของเศรษฐกิจโลก และการยุติมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2553 ดังนั้นจึงยังคงน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มเป็น “ปกติ”

อุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกผ่านพ้นวิกฤตในปี 2552 และกำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวในปี 2553 ซึ่งสถาบันวิจัยนครหลวงไทยประเมินว่าต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปี หรือในปี 2555 ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกจึงจะกลับสู่ระดับเดิมในปี 2551 โดยมียอดขายรถยนต์ในประเทศจีนและอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยผลักดันที่สำคัญ

แนวโน้มอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยในปี 2553 อยู่ในช่วงของการฟื้นตัวในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก โดยคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของไทยในปี 2553 จะเติบโตราว 20% จากปี 2552 เป็นประมาณ 1.2 ล้านคัน

ปัจจัยเสี่ยงของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่สำคัญในปี 2553 มี 3 ประการ คือ

1) การชะลอตัวลงของยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศ เนื่องจากการยุติมาตรการช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์ รวมทั้งอาจเกิดการชะลอตัวลงอีกครั้งของเศรษฐกิจโลก

2) ยอดขายรถยนต์ในประเทศมีความเสี่ยงที่ปัจจัยทางการเมืองที่จะเป็นปัจจัยกดดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค

3) ปัญหาความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าหลังจากการเรียกคืนรถยนต์บางรุ่นทั่วโลกเพื่อแก้ไขปัญหาระบบความปลอดภัย อาจส่งผลให้ยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ชะลอตัวลงระยะสั้น

ราคาหุ้นกลุ่มยานยนต์ได้สะท้อนการคาดหวังถึงการฟื้นตัวพอสมควรแล้ว ทำให้มีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นเหลือน้อย และเลือกหุ้นบริษัท ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY) ให้มูลค่าเหมาะสม 135 บาท เป็นหุ้นที่แนะนำสูงสุดของกลุ่มยานยนต์ เพราะคาดว่าผลการดำเนินงานฟื้นตัว และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล 3.6% แนะนำ “ขายทำกำไร” หุ้นบริษัท สมบูรณ์แอดวานซ์เทคโนโลยี (SAT) ให้มูลค่าเหมาะสม 13.40 บาท เนื่องจากคาดว่าจะไม่มีการจ่ายปันผลสำหรับปี 2552 และแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” บริษัท อินเตอร์ไฮ (IHL) จากมูลค่าเหมาะสม 8 บาท เนื่องจากประเมินว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2552 และครึ่งแรกปี 2553 จะเติบโตอย่างโดดเด่นเพราะได้อานิสงส์จากการสต๊อกวัตถุดิบต้นทุนต่ำ

สำหรับภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ในเดือนก.พ. นักวิเคราะห์บล.คันทรี่ กรุ๊ป คาดว่ายังเห็นการฟื้นตัวต่อเนื่องจากช่วงปลายปี แต่ในแง่ของยอดขายรถยนต์ของเดือนม.ค.ก.พ. อาจจะหดตัวลดลงจากช่วงเดือนธ.ค. 2552 ที่มียอดขายสูงถึง 7.2 หมื่นคัน เนื่องจากเดือนธ.ค. เป็นเดือนที่มีการจัดงาน Moter Expo รวมถึงค่ายรถยนต์ต่างๆ มีการออกรายการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขายออกมาต่อเนื่อง อีกทั้งในเดือนมี.ค. 2553 จะมีการเปิดตัวรถยนต์ในโครงการอีโคคาร์ขึ้นจากผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อนิสสัน ทำให้ผู้บริโภคในประเทศบางส่วนอาจจะชะลอการตัดสินใจซื้อรถเพื่อรอการเปิดตัวรถยนต์รุ่นดังกล่าวได้ โดยเราคาดว่ายอดขายรถยนต์น่าจะอยู่ในระดับ 56 หมื่นคัน

ภาพรวมทั้งปีจากการตรวจสอบข้อมูลกับทางผู้ผลิตรถยนต์ ส่วนใหญ่มองกันว่ายอดขายรถยนต์ในปีนี้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 9% มาอยู่ที่ระดับ 6 แสนคัน จาก 548,871 คัน ในปี 2552 ซึ่งสอดคล้องกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่ตั้งเป้ายอดขายรถยนต์ในประเทศสำหรับปี 2553 ไว้ที่ 6.3 แสนคัน

ด้านภาพรวมการส่งออกในช่วงต้นปี คาดว่าจะใกล้เคียงกับช่วงปลายปี 2552 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยรวมแล้วมองว่าภาพรวมของกลุ่มยานยนต์ในช่วงเดือนก.พ. ยังคงดูดีต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2552 แต่อาจจะไม่ร้อนแรงเท่า ซึ่งเห็นได้จากผลประกอบการของ STANLY ที่ประกาศออกมาแล้วเพิ่มขึ้นถึง 37% จากไตรมาส 3 และ 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

ดังนั้น ในแง่การลงทุนจากปัจจัยบวกข้างต้นเราจึงให้น้ำหนักการลงทุนไว้ที่ “มากกว่าตลาด” และแนะนำให้ “เก็งกำไร” ในหุ้นที่คาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวชัดเจนอย่าง SAT, STANLY และบริษัท อาปิโก้ไฮเทค (AH)

อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้าสำคัญว่าจะฟื้นตัวได้ต่อเนื่องหรือไม่ หลังจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เริ่มหมดลง ซึ่งหากการฟื้นตัวช้ากว่าที่คิดอาจจะกระทบกับภาคการส่งออกของไทยได้ ภาพรวมของกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมในช่วงต้นปี 2553 นับว่าเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น โดยดูได้จากแนวโน้มการขายที่ดินของบริษัทต่างๆ ที่คาดว่าจะดีขึ้นจากปี 2552 อย่างมาก

ปัจจัยสำคัญที่กดดันการลงทุน ได้แก่ ปัญหามาบตาพุดที่ยังไม่มีความชัดเจนในการแก้ปัญหาจากทางภาครัฐแต่อย่างใด ทำให้ทางหอการค้าประเทศญี่ปุ่นยื่นกรอบระยะเวลาการแก้ไขที่จะต้องเห็นความชัดเจนภายใน 6 เดือน หากไม่มีความชัดเจนนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นอาจจะมีการทบทวนถึงการลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นประมาณ 30% เป็นการลงทุนในเขตมาบตาพุดที่มีปัญหาอยู่ ซึ่งหากนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นถอนการลงทุนจริงจะกระทบกับเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) อย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เข้ามาลงทุนในประเทศมากที่สุด (สัดส่วนเงินลงทุนจากต่างประเทศในปี 2552 มาจากประเทศญี่ปุ่นประมาณ 22%)

ยอดส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำหรับตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2552 ที่ผ่านมามีทั้งสิ้น 723,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมาจากปี 2551 ที่มีเพียง 432,200 ล้านบาท โดยการขอรับการส่งเสริมมีเข้ามาค่อนข้างมากในช่วงปลายปี เนื่องจากสิ้นปี 2552 จะสิ้นสุดมาตรการดึงดูดทางภาษีในโครงการ “25512552 ปีแห่งการส่งเสริมการลงทุน” ที่มีการให้สิทธิประโยชน์กับ 6 กลุ่มกิจการ (อย่างเช่นกิจการที่เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน และพลังงานทดแทน กิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Project) เป็นต้น)

ทั้งนี้ บล.คันทรี่ กรุ๊ป มองว่าในช่วงต้นปี 2553 การขอรับการส่งเสริมการลงทุนอาจจะยังมีไม่มากนัก เนื่องจากนักลงทุนอาจจะรอดูว่าทางบีโอไอจะทำการขยายเวลาเพื่อสิทธิประโยชน์ดังกล่าวหรือไม่ ทั้งนี้บีโอไอยังคงตั้งเป้ายอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับปี 2553 อยู่ที่ระดับ 5 แสนล้านบาทเช่นเดิม

ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization Rate) ในเดือนธ.ค. อยู่ที่ 70.08% นับเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงที่สุดในรอบ 18 เดือน (นับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2551 ที่อยู่ที่ระดับ 71.14%) ซึ่งนับเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยอุตสาหกรรมหลักที่มีอัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มอย่างเด่นชัด ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมเคมี และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

“เราคาดว่าเกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์มีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ปรับตัวลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 69.09% จาก 75.20% เรามองว่าเกิดจากในเดือนธ.ค. เป็นเดือนที่มีวันหยุดค่อนข้างมาก อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ประท้วงของโรงงานผลิตรถยนต์ในกลุ่ม AAT อีกด้วย”

บล.คันทรี่ กรุ๊ป คาดว่าอัตราการใช้กำลังการผลิตของกลุ่มยานยนต์จะกลับมาเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนม.ค. เนื่องจากยอดขายรถยนต์ที่ทำสถิติในเดือนธ.ค. 2552 โดยสูงถึงระดับ 7.2 หมื่นคัน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ