posttoday
ฟิทช์ตามติดผลนโยบายรัฐ

ฟิทช์ตามติดผลนโยบายรัฐ

13 กรกฎาคม 2554

ภาพรวมเอกชนยังแข็งแกร่งติดใจโทรคมนาคมตั้งกสทช.

ภาพรวมเอกชนยังแข็งแกร่งติดใจโทรคมนาคมตั้งกสทช.

ฟิทช์รอดูนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ชัดเจนค่อยทบทวนสถานะลูกค้า ห่วงธุรกิจโทรคมนาคม หาก กสทช.คลอดช้า

นายเลิศชัย กอเจริญรัตนกุล ผู้อำนวยการภาคธุรกิจและกองทุน บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้ต้องรอความชัดเจนนโยบายของรัฐบาลออกมาก่อน จึงค่อยพิจารณาว่าจะมีผลกระทบเชิงบวก หรือลบกับกลุ่มธุรกิจหรือบริษัทที่อยู่ภายใต้การจัดอันดับเครดิตของฟิทช์อย่างไร

ขณะนี้ฟิทช์เฝ้าติดตามธุรกิจโทรคมนาคม เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องการกำกับดูแล โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าจะเป็นอย่างไร เพราะฟิทช์มีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) อยู่ภายใต้การดูแลอยู่

“ทางฟิทช์ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ว่า กสทช.น่าจะจัดตั้งได้ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปี 2555 เพื่อจะมีการประมูล 3G ในปี 2555 แต่ขณะนี้คงต้องติดตามดูว่าจะสามารถจัดตั้งได้หรือไม่ และในกรณีที่มีการเลื่อนนั้นจะเป็นอย่างไร และเรื่องสัญญาเดิมจะมีการปรับเปลี่ยนอย่างไร ตรงนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม” นายเลิศชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้วบริษัทเอกชนของไทยมีความเข้มแข็ง สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดีจากต้นทุนต่างๆ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ หากการปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ไม่ใช่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด

ทั้งนี้ ยอมรับว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของต้นทุนในปีนี้ยังน้อยกว่าการเพิ่มขึ้นของปี 2553 เนื่องจากต้นทุนในปีที่ผ่านมา ขยายตัวจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ฟิทช์ได้ระบุว่า ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงที่ต้องติดตาม 5 ปัจจัยหลัก คือ นโยบายทางการเมือง หนี้สาธารณะ อัตราแลกเปลี่ยน อัตราเงินเฟ้อ และนโยบายดอกเบี้ย

ปัจจุบันนโยบายของว่าที่รัฐบาลใหม่ที่ประกาศออกมาได้สร้างความสับสนแก่ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินเข้ากองทุนพลังงานน้อยลง ทำให้มีความกังวลว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะผลักภาระให้แก่เอกชนเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งคงหนีไม่พ้นบริษัท ปตท. (PTT) และบริษัทในเครือ จนทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงท่าม กลางบทวิเคราะห์ ว่าบริษัทเหล่านี้จะต้องแบกภาระปีละหลายพันล้านบาท

นอกจากนี้ นโยบายการปรับค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาท ซึ่งเป็นนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด และน่าจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของทุกธุรกิจ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น อาจจะทำให้ราคาบ้านปรับตัวเพิ่มขึ้น 8-10% และบริษัทรับเหมาก่อสร้างอาจจะหยุดรับงานของภาครัฐ หากไม่มีการปรับขึ้นราคากลาง เพราะทำแล้วมีโอกาสขาดทุนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม นโยบายการปรับลดอัตราภาษีนิติบุคคล จากปัจจุบันเก็บในอัตรา 30% สมาคมบริษัทจดทะเบียน (บจ.) คาดว่าเรื่องภาษีที่ลดลงน่าจะช่วยให้กำไรของ บจ.เพิ่มขึ้นถึง 6.3 หมื่นล้านบาท ในปีหน้า

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย