
เก็บออมอย่างไรให้ลูกไปถึงฝัน
หากถามเด็กๆ ว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร
หากถามเด็กๆ ว่า โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร
โดย..สุรีรัตน์ สุรเดชะ
คำตอบที่ได้คงทำให้พ่อแม่ทุกคนอมยิ้มและนึกวาดภาพในใจถึงวันที่ลูกประสบความสำเร็จดังฝัน แต่แรงสนับสนุนสำคัญให้ลูกๆ ของคุณไปได้ถึงฝันก็คือการศึกษาในระดับสูง ซึ่งแน่นอนว่าจะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน
ต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่
หากคุณมีเป้าหมายว่าอยากเตรียมเงินไว้ให้ลูกเรียนจนจบปริญญาตรีและโท สิ่งแรกที่จะต้องคิดคือ จำนวนเงินที่ต้องเตรียมควรเป็นเท่าไหร่จึงจะเพียงพอ หากคำนวณคร่าวๆ ว่าวันนี้ลูกคุณอายุ 3 ขวบ และจะไปเริ่มเข้าเรียนในระดับปริญญาตรีของสถาบันการศึกษาในประเทศภายใน 15 ปีข้างหน้า เงินที่ต้องใช้เบ็ดเสร็จแล้วถึงประมาณ 2 ล้านบาท (เทอมละ 1.6 แสนบาท x 2 เทอม x 6 ปี) ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงทีเดียว คำถามต่อไปคือ แล้วจะวางแผนเก็บเงินอย่างไรให้ได้ตามเป้าหมาย และไม่เป็นภาระหนักอึ้ง คำตอบคือการเตรียมความพร้อมแต่เนิ่นๆ เพราะจะมีเวลานานพอที่จะทยอยสะสมเงินไปได้อย่างสบายๆ
หลากหลายช่องทางบริหารเงินให้งอกเงย
โดยทั่วไปแล้ว คนมักจะนึกถึงการออมด้วยวิธีฝากเงินไว้กับธนาคารแต่ดอกเบี้ยก็น้อยเสียจนตัวเลขในบัญชีแทบไม่ขยับ อีกทั้งยังถูกลดมูลค่าจากภาวะเงินเฟ้อทุกๆ ปีอีกด้วย ดังนั้นคุณควรลองมองหาช่องทางอื่นๆ ที่จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น
การลงทุนในตราสารหนี้ทั้งพันธบัตรและหุ้นกู้นั้น แม้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าเงินฝากธนาคาร แต่ก็ใด้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝากมาชดเชย ดังนั้น หากเลือกช่องทางนี้ ภาระการออมแต่ละเดือนก็จะลดลงบ้าง แต่การลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้อาจไม่สะดวกหรือมีให้ลงทุนได้อย่างที่คุณต้องการ คุณจึงอาจพิจารณาการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้แทน เพราะมีข้อดีคือสามารถลงทุนได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน มีการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ โดยมีมืออาชีพมาบริหารจัดการเงินให้ เหมาะสำหรับผู้ไม่มีเวลาติดตามศึกษาข้อมูลเอง
ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจคือ การลงทุนในหุ้นที่ช่วยให้เงินของคุณเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดจนสามารถชนะเงินเฟ้อได้ เพราะจากสถิติในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาการลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 14% ต่อปี แต่การจะลงทุนในหุ้น คุณต้องมีความรู้ ประสบการณ์และเวลาในการติดตามภาวะตลาดอย่างเพียงพอเพื่อจะได้เลือกหุ้นได้ถูกต้องและลงทุนได้เหมาะกับจังหวะเวลาเพราะราคาหุ้นมีความผันผวนสูง ถูกกระทบจากปัจจัยต่างๆ ได้ง่าย เห็นได้จากในปี 2551 ตลาดหุ้นมีผลตอบแทนติดลบถึง 48% ในขณะที่ปี 2553 ผลตอบแทนก็กลับมาสูงถึง 40% ทีเดียว ดังนั้น หากคุณยังไม่พร้อมจะลงทุนหุ้นด้วยตนเอง ก็มีทางเลือกคือ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ตามภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป จึงช่วยลดความกังวลใจลงได้ระดับหนึ่ง
เคล็ดลับคือการจัดสรรเงินลงทุน
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจเกิดคำถามว่า หากคุณเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้วเกิดผลขาดทุนในช่วงที่ภาวะตลาดหุ้นตกต่ำ สูญเงินทุนการศึกษาลูกไป จะทำอย่างไร ดิฉันขออธิบายว่าการเก็บเงินไว้ในสินทรัพย์ประเภทเดียวไม่ว่าเป็นรูปแบบใด ก็ถือว่ามีความเสี่ยง
คุณควรจัดพอร์ตการลงทุนด้วยการจัดสรรเงินลงทุนไปในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น หากลงทุนทั้งในหุ้นและตราสารหนี้แล้วตลาดหุ้นเกิดความผันผวนหรือไม่จ่ายเงินปันผล คุณก็ยังได้รับดอกเบี้ยมาทดแทนนั่่นเอง
การลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทจะให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่ต่างกันไป ลองมาดูข้อมูลผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีว่าที่ผ่านมาช่องทางไหนให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร หากคุณมีเป้าหมายในการสร้างมูลค่าเงินลงทุนให้ได้ 2 ล้านบาท ภายใน 15 ปี คุณมีทางเลือกอย่างไรบ้าง
จะเห็นได้ว่าหากคุณลงทุนในหุ้นซึ่งให้ผลตอบแทนสูง ภาระที่คุณจะต้องเก็บในแต่ละเดือนก็ลดลงได้มาก แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่ามูลค่าเงินลงทุนก็จะผันผวนขึ้นลงตามราคาหุ้นด้วย แม้ว่าในระยะยาวแล้วจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า แต่หากกลัวจะสูญเสียเงินลงทุน คุณก็ต้องยอมรับที่จะต้องออมเงินรายเดือนในจำนวนที่มากขึ้นแทน
ไม่ว่าจะเลือกออมหรือลงทุนในรูปแบบใด สิ่งสำคัญคือวินัยในการเก็บออมที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เมื่อถึงเวลาที่ลูกของคุณจะเข้ามหาวิทยาลัยในอีก 15 ปีข้างหน้า คุณก็พร้อมให้คำปรึกษาในการเลือกเรียนต่อแก่เขาได้โดยปราศจากความกังวลใจในเรื่องค่าใช้จ่าย มาเริ่มเก็บออมกันตั้งแต่วันนี้กันเถอะค่ะ







