
หุ้นโลกดิ่งข่าวลบท่วม
ผวาหนี้ลามอิตาลี-สหรัฐซึมกองทุนถล่มพลังงาน-แบงก์
ผวาหนี้ลามอิตาลี-สหรัฐซึมกองทุนถล่มพลังงาน-แบงก์
หุ้นไทยโงหัวไม่ขึ้นตามหุ้นทั่วโลก เจอพิษหนี้ยุโรปลุกลาม ถูกนโยบายรัฐบาลซ้ำเติม
ตลาดหุ้นไทยรูดลงแรง 1.03% หรือ 11.22 จุด ดัชนีปิดที่ระดับ 1,077.24 จุด นับว่าทรุดหนักใกล้เคียงหุ้นเพื่อนบ้านหลายตลาด อาทิ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ แต่น้อยกว่าตลาดหุ้นฮ่องกงที่ถูกกระหน่ำแรง 1.67% โดยสถาบันในประเทศระบายหุ้นมากถึง 2,738 ล้านบาท ส่วนต่างชาติกลับมาขายเล็กน้อย 358 ล้านบาท
หุ้นที่เป็นเป้าถูกถล่ม ยังคงเป็นหุ้นกลุ่มพลังงาน นำโดย บริษัท ปตท. (PTT) ระหว่างวันลงไปลึกที่สุด 330 บาท ก่อนกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยปิดที่ 331 บาท ลดลง 4 บาท และวันที่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา กลับมีแรงทิ้งหุ้นธนาคารพาณิชย์ใหญ่ซ้ำ อาทิ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) ลดลง 4.50 บาท หรือ 2.69% ปิดที่ 163 แม้ว่านักวิเคราะห์ยังคงแนะนำให้ซื้อหรือถือหุ้นธนาคารก็ตาม
มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนมากที่สุดมาจากข่าวร้ายต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนต้องจับตาอย่างใกล้ชิดหลายเรื่อง เช่น เรื่องวิกฤตหนี้ในยุโรปที่ลุกลามออกไปถึงประเทศอิตาลี ซึ่งตลาดเกรงว่าอาจจะต้องขอเงินกู้ช่วยเหลือ เช่นเดียวกับไอร์แลนด์ กรีซ และโปรตุเกส
ขณะเดียวกันธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะประกาศผลทดสอบ หรือ Stress Test ของสถาบันการเงิน 91 แห่งในสัปดาห์นี้ หากออกมาไม่ดีก็จะเป็นข่าวร้าย
ส่วนสหรัฐที่ต้องจับตา คือ รัฐสภาจะอนุมัติให้ปรับเพิ่มเพดานก่อหนี้สาธารณะหรือไม่ ซึ่งหากไม่ผ่านความเห็นชอบจะทำให้สหรัฐมีความเสี่ยงสูงที่จะผิดนัดชำระหนี้ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก
สำหรับความไม่ชัดเจนของนโยบายพลังงานของรัฐบาลใหม่ ก็ทำให้นักลงทุนชิงขายหุ้นลดความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นข่าวลือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงราคาหน้าโรงกลั่นและการปรับปรุงค่าภาคหลวงของบริษัทสำรวจและผลิต ซึ่งจะกระทบกำไรของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และกลุ่มโรงกลั่นโดยตรง
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยออยล์ (TOP) กล่าวว่า ผลของการออกไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ที่สิงคโปร์ พบว่านักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจและซักถามเกี่ยวกับนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลใหม่ค่อนข้างมาก ซึ่งก็ได้ชี้แจงว่า ยังเป็นเพียงข่าวและจะต้องรอการจัดตั้งและรอ รมว.พลังงาน ให้ชัดเจนก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร แต่ก็มองว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
“ตอนนี้ยังไม่ขอแสดงควมคิดเห็นใดๆ แต่การจะเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ก็จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและฟังความคิดเห็นให้รอบด้าน เพราะเรื่องราคาพลังงานของไทยนั้นใช้มาตั้งแต่ปี 2535 ดังนั้นเมื่อจะเปลี่ยนแปลงต้องคิดอย่างละเอียดและต้องคิดถึงหลักการค้าเสรีด้วย” นายสุรงค์ กล่าว
สำหรับราคาหุ้นพลังงานที่ลดลง รวมถึงหุ้น TOP นั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดโดยรวมที่ลดลงจากความกังวลต่างๆ และส่วนหนึ่งก็น่าจะเกิดจากความกังวลเรื่องนโยบายพลังงาน แต่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของบริษัทแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงและปีนี้จะเป็นปีทองของธุรกิจโรงกลั่น
“TOP รอในเรื่องการก๊าซ LPN ที่ราคายังคงที่อยู่อีก 24% และรอการจัดระบบเรื่องมาตรฐานยูโร 4 ซึ่งเรื่องอื่นๆ ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง”
สำหรับกรณีที่จะยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ กรณีเบนซิน 95 และ 91 นั้นจะมีผลต่อเนื่องว่าจะหาแหล่งเงินมาอุดหนุน LPN และดีเซลอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องต้องคิด และหากเป็นไปได้น่าจะหาแนวทางในการพัฒนาให้รถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้เบนซิน 91 ซึ่งต่อวันใช้อยู่ 6 ล้านลิตร สามารถไปใช้พลังงานด้านอื่นๆ ได้ด้วย แทนที่จะลดเงินอุดหนุนลง







