posttoday
เงินบาท-หุ้น-คนคลังเด้งรับเพื่อไทย

เงินบาท-หุ้น-คนคลังเด้งรับเพื่อไทย

10 กรกฎาคม 2554

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนขานรับพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเกินครึ่ง

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนขานรับพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเกินครึ่ง

ซึ่งเห็นภาพชัดเจนจากดัชนีหุ้นและค่าเงินบาทเด้งขึ้นรุนแรง รวมถึงหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรมสำคัญสังกัดกระทรวงการคลัง กลับลำเด้งรับนโยบายของว่าที่รัฐบาลใหม่ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากที่ก่อนหน้าที่เหล่าบรรดาอธิบดีกรมจัดเก็บรายได้ออกมาค้านนโยบายลดภาษีสนองประชานิยม

ค่าเงินบาทแข็งปั๋งหุ้น-วิ่งฉิว

ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างรวดเร็ว จากก่อนวันเลือกตั้ง 3 ก.ค.ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนยวบจ่อหลุดไป 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และล่าสุดวันศุกร์ที่ 8 ก.ค. กลับแข็งค่ามาทดสอบแถว 30.20 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เนื่องจากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ ขานรับเสถียรภาพทางการเมืองอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ในระหว่างสัปดาห์ พรรคเพื่อไทยได้ส่งสัญญาณการใช้นโยบายค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ตลาดคาดว่าน่าจะมีโอกาสหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย

ภาพการยินดีกับผลการเลือกตั้ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นวันจันทร์พุ่งพรวดตั้งแต่เปิดตลาด และมีแรงไล่ซื้อต่อเนื่องจนกระทั่งดัชนีปิดที่ระดับ 1,090 จุด บวกถึง 48.80 จุด หรือคิดเป็น 4.69% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 63,110 ล้านบาท หลังนักลงทุนต่างชาติกลับลำไล่ซื้อสุทธิกว่า 1 หมื่นล้านบาท แต่วันต่อๆ มานักลงทุนสถาบันในประเทศหันมาขายทำกำไร ส่งผลให้ดัชนีอ่อนตัวลงเล็กน้อย และสุดท้ายทั้งสัปดาห์ดัชนีปิดที่ระดับ 1,088.46 จุด เพิ่มขึ้น 46.98 จุด หรือ 4.51% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อน

ตลาดหุ้นไทยบวกแรงท่ามกลางเพื่อนบ้านขยับขึ้นรับข่าวกรีซได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และหุ้นไทยมีแรงซื้อหุ้นในกลุ่มที่มีความสัมพันธ์เหนียวแน่นกับพรรคเพื่อไทย และธุรกิจที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการใช้นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้ราคาหุ้นในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ปรับตัวขึ้นแรงกว่าตลาด

 

เงินบาท-หุ้น-คนคลังเด้งรับเพื่อไทย

ขณะเดียวกันหุ้นพลังงานนำโดยบริษัท ปตท. (PTT) ราคากลับปักหัวลง เพราะตลาดเกรงว่า ปตท.จะต้องเข้าไปช่วยอุดหนุนราคาพลังงานหลังจากลดหรือยกเลิกการส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ลดภาษีดันกำไร บจ.เพิ่ม 6.3 หมื่นล้าน

ส่วนนโยบายการลดภาษีนิติบุคคลในปี 2555 เพื่อแลกกับการปรับขึ้นค่าจ้างนั้น นายชนินท์ ว่องกุศลกิจ นายกสมาคมบริษัทจดทะเบียน (สมาคม บจ.) คาดว่า บจ.ในตลาดหุ้นจะมีกำไรเพิ่มขึ้นประมาณ 6.3 หมื่นล้านบาท จากนโยบายลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 23% ขณะที่โบรกเกอร์มองว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นจะผลักดันให้ดัชนีปีหน้าบวกขึ้นไปได้ประมาณ 80100 จุด

ด้านนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ขานรับแนวคิดลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และเหลือ 20% ในปี 2556 ของพรรคเพื่อไทยว่าสามารถทำได้ เพราะเป็นไปตามกระแสโลกที่มีการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในระดับต่ำ และจะเก็บภาษีจากการบริโภคเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ เห็นว่าในปี 2558 จะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีและไม่มีการเก็บภาษีศุลกากร หากไทยเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราสูง อาจทำให้นักลงทุนย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่น ในทางตรงข้าม กลับมองว่าการลดภาษีนิติบุคคลจะช่วยให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน การบริโภค เพิ่มขึ้น

ยินดีคืนภาษีซื้อรถยนต์คันแรก

ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กลับลำหันมาเห็นด้วยกับการคืนภาษีสรรพสามิต 1 แสนบาท ให้แก่ผู้ซื้อรถยนต์คันแรกว่า เป็นนโยบายที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติต้องดูแลไม่ให้มีการสวมสิทธิซื้อรถยนต์คันแรกไปขายต่อ และเห็นว่าควรจะทำเฉพาะกับรถยนต์ขนาดเล็ก แต่ไม่ควรจะมีการต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลที่จะสิ้นสุดในเดือน ต.ค.นี้อีก

แบงก์รัฐกระโดดรับนโยบายเพื่อไทย

ขณะที่ธนาคารของรัฐอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ก็พร้อมลุยโครงการรับจำนำแทนโครงการประกันรายได้ แม้จะเพิ่งเปิดตัวโครงการประกันภัยพืชผลเมื่อวันที่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา

ส่วนธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ก็ไม่น้อยหน้าขอลุยโครงการบ้าน 0% นาน 5 ปี ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเรื่องรูปแบบโครงการว่าจะออกมาหน้าตาเช่นไร

สศค.คาดเศรษฐกิจโต 4.5% ได้

ด้านนายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค. มั่นใจว่า นโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวได้ 4.5% ตามที่ สศค.ประมาณการไว้

ส่วนนโยบายการขึ้นค่าจ้างให้กับข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจเป็น 1.5 หมื่นบาทนั้น ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับกระทรวงการคลังค่อนข้างมาก เพราะขณะนี้ในจำนวนข้าราชการกว่า 2 ล้านราย มีข้าราชการที่เงินเดือนต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท อยู่หลายแสนราย ซึ่งรวมถึงข้าราชการที่จบการศึกษาชั้นปริญญาโท เช่นเดียวกับพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ 2.9 แสนราย มีประมาณ 6.4 หมื่นราย ที่เงินเดือนไม่ถึง 1.5 หมื่นบาท หากรัฐบาลมีนโยบายให้ขึ้นเงินเดือนอีก เชื่อว่าจะกระเทือนโครงสร้างเงินเดือนข้าราชการและรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ

เอกชนเตือนรัฐบาลคิดให้ดีก่อน

ทางด้านธนาคารพาณิชย์และภาคเอกชนต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนว่าที่รัฐบาลใหม่ว่าจะปรับเปลี่ยนนโยบายอะไรควรจะคิดให้รอบคอบ และควรกำหนดช่วงเวลาในการประกาศใช้อย่างชัดเจน อาทิ โครงการสินเชื่อบ้าน 0% เพราะมิเช่นนั้นจะทำให้ตลาดสินเชื่อและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์หยุดชะงักตามกำลังซื้อที่ตั้งตารอใช้มาตรการของภาครัฐ

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ