
ลดภาษีแน่เสนอปูแดง
สรรพากรลุยไฟสนองเพื่อไทย ลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 23% แน่ในปีหน้า ธปท.สั่งเกาะติดนโยบาย
สรรพากรลุยไฟสนองเพื่อไทย ลดภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 23% แน่ในปีหน้า ธปท.สั่งเกาะติดนโยบาย
นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า กรมสรรพากรพร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลพรรคเพื่อไทย หากต้องการลดภาษีนิติบุคคลลงมาจากอัตรา 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และจะลดลงเหลือ 20% ในปี 2556 ตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ หากฝ่ายการเมืองยอมรับรายได้รัฐบาลจากภาษีที่หดหายไปได้ โดยไม่ไปเพิ่มการเก็บภาษีในตัวอื่นๆ มาทดแทน
สำหรับการหักลดหย่อนและการคืนภาษีจากการซื้อบ้านหลังแรก รถยนต์คันแรกนั้น กรมสรรพากรยังต้องรอฟังนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรจึงจะเป็นธรรมกับประชาชน
นโยบายหักลดหย่อนภาษีสำหรับบ้านหลังแรกนั้น คาดว่าจะใช้เงินรวม 4.8 หมื่นล้านบาท ส่วนการหักลดหย่อนรถยนต์คันแรกนั้น จะใช้เงินทั้งสิ้น 7.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทย (พท.) ประกาศนโยบายลดภาษีนิติบุคคล เพื่อให้ผู้ประกอบการไปขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท และเพิ่มเงินเดือนปริญญาตรีเป็นเดือนละ 1.5 หมื่นบาท
นอกจากนี้ พท.ยังหวังว่าการลดภาษีนิติบุคคลจะเป็นการดึงนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น เพราะเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการไตรภาคี ฝ่ายนายจ้าง ได้ออกมาคัดค้านการขึ้นค่าจ้างของ พท. เพราะจะทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการสูงจนดำเนินกิจการต่อไปไม่ได้ ขณะที่คณะกรรมการฝ่ายลูกจ้าง ก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลใหม่จะทำได้ตามที่สัญญาไว้
ก่อนหน้านี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ประเมินว่าการลดภาษีนิติบุคคลลงมาเหลือ 23% จะทำให้รายได้ภาษีของรัฐบาลหายไปปีละ 1.5 แสนล้านบาท โดยที่รัฐบาลไม่สามารถไปบังคับให้ผู้ประกอบการขึ้นค่าจ้าง หรือเงินเดือนของคนจบปริญญาตรีตามที่หาเสียงไว้
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาส่งสัญญาณนโยบายหลายอย่างของรัฐบาลใหม่ จะเป็นตัวเร่งทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจมีปัญหา
ด้านนายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ธปท. ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า ขณะนี้ ธปท.กำลังติดตามดูการจัดตั้งรัฐบาล และการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ตามที่ได้หาเสียงว่าทำได้จริงมากน้อยแค่ไหน และยืนยันว่าสามารถทำงานได้กับทุกรัฐบาล และไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล หรือใครมาเป็น รมว.คลัง
รองผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ฝ่ายนโยบายการเงินกำลังรวบรวมนโยบายทางการเงินและนโยบายประชานิยมที่พรรคการเมืองได้หาเสียงไว้ เพื่อประเมินผลกระทบจากนโยบายว่าจะส่งผลต่อเงินเฟ้อในช่วงต่อไปมากน้อยเพียงใด รวมถึงภาระทางการคลังที่อาจเพิ่มสูงขึ้นจากการดำเนินนโยบาย
นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาปัจจัยที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และการไหลกลับมาของเงินทุนต่างชาติ ซึ่ง ธปท.จะนำปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ เพื่อพิจารณานโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น







