posttoday
ห่วงประชานิยม...ลากเสราฐกิจฟุบ

ห่วงประชานิยม...ลากเสราฐกิจฟุบ

03 กรกฎาคม 2554

ธปท.ออกโรงเตือนรัฐบาลใหม่อย่าหนักมือกระตุ้นเศรษฐกิจ ห่วงเงินเฟ้อทำลายเสถียรภาพ

ธปท.ออกโรงเตือนรัฐบาลใหม่อย่าหนักมือกระตุ้นเศรษฐกิจ ห่วงเงินเฟ้อทำลายเสถียรภาพ

ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาแวดวงการเงินค่อนข้างให้ความสำคัญในการจับตาดูการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเฉพาะนโยบายที่อาจกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภาพรวมค่อนข้างมาก

ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเตือนรัฐบาลใหม่อย่ากระตุ้นเศรษฐกิจแรงมาก เพราะนโยบายที่เน้นใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมาก อาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อที่สูงอยู่แล้วให้เงินเฟ้อสูงขึ้นไปอีก และกลายเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจภาพรวมได้

ห่วงประชานิยม...ลากเสราฐกิจฟุบ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะชนะการเลือกตั้งและเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ธปท.ก็ไม่อยากให้รัฐบาลใหม่ดำเนินนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก เพราะอาจจะไปสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ เพราะเท่ากับเป็นการไปส่งสัญญาณต่อตลาดเงิน ทำให้ระดับราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นอีก

เนื่องจากกรมธุรกิจพลังงานคาดว่าราคาน้ำมันในปีนี้อาจจะสูงกว่าไปถึงระดับ 120-140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลได้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้ออยู่แล้ว สอดคล้องกับมุมมองของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจทั่วประเทศที่คาดว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้นอีกอยู่ที่ระดับประมาณ 26%

ทั้งนี้ ธปท.มองว่า การจัดงบประมาณปี 2555 ที่รัฐบาลจะเข้ามาเสนอแผนการบริหารประเทศก็ไม่ควรจัดงบขาดดุลเกินกรอบที่วางไว้ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดงบขาดดุลที่ลดลงจากปี 2554 ที่ขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องไปกระตุ้นมากนัก เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้เศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องในระดับที่ดีอยู่แล้ว

และหากการเลือกตั้งในวันที่ 3 ก.ค.นี้ผ่านไปได้ด้วยดี ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของนักลงทุนทั้งในและนอกประเทศจะยิ่งเพิ่มขึ้น ช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มมากขึ้นอีก รวมทั้งน่าจะมีผลให้ค่าเงินบาทกลับมาเคลื่อนไหวในทิศที่ปรับแข็งค่าขึ้น ตามพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีขึ้นด้วย

ด้านนักวิชาการจับตารัฐบาล หรือ Policy Watch ก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงการดำเนินนโยบายประชานิยมของรัฐบาลอาจจะไปสร้างปัญหาหนี้สาธารณะในอนาคตได้

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาเรียกร้องว่า เพื่อป้องกันปัญหาหนี้สาธารณะสูงเกินวินัยการคลัง จากปัจจุบันที่หนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 41% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งอาจจะสูงขึ้นเกินกรอบวินัยการคลังที่ 50% ของจีดีพี จากการดำเนินนโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถม ที่ทุกพรรคการเมืองชูเป็นนโยบายในการหาเสียง ซึ่งล้วนแต่เป็นนโยบายที่สร้างภาระต่องบประมาณ และก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม

ดังนั้น กลุ่ม Policy Watch จึงเสนอให้พรรคการเมืองและนักการเมืองมีความรับผิดชอบต่อนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ด้วยการเอาทรัพย์สินของสมาชิกพรรคหรือบุคคลผู้สนับสนุนพรรคมาค้ำประกันเงินกู้ของภาครัฐ อันเกิดจากนโยบายประชานิยม และเสนอให้ตั้งองค์กรกลางขึ้นมาดูแลการใช้จ่ายของภาครัฐด้วย

ด้านภาวะเศรษฐกิจล่าสุดในเดือน พ.ค.ปีนี้ ธปท.รายงานว่า เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่องจากกำลังซื้อหรือการบริโภคภาคเอกชนในประเทศที่ยังดีต่อเนื่องที่ระดับ 5.1% จากรายได้ภาคการเกษตรที่อยู่ในเกณฑ์สูง การว่างงานที่ยังต่ำ ขณะที่อุปสงค์ในต่างประเทศก็ปรับดีขึ้น สะท้อนจากการส่งออกที่ยังขยายตัวสูงถึง 17.3% และจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในไทยเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้จากประเทศยังดีต่อเนื่อง

ส่งผลให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้ในระดับที่ดีได้ทั้งปี

ทั้งนี้ จากแนวโน้มเงินเฟ้อที่อยู่ในเกณฑ์สูง และมีแนวโน้มที่จะหลุดกรอบเป้าหมายปีนี้ที่ ธปท.คาดไว้ที่ 0.53% ได้ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ ฉะนั้น ในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะยังเห็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นอยู่ เพื่อดูแลความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ

แต่ถึง ธปท.จะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ฝั่งธนาคารพาณิชย์ยังยืนยันว่าระดับดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นในปัจจุบันยังไม่เป็นอุปสรรคในการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า แม้ขณะนี้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น แต่ก็ยังไม่ได้สูงจนก่อปัญหาในระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากดอกเบี้ยลูกค้าเงินกู้ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ที่อยู่ระดับ 7% ยังไม่เป็นอุปสรรคต่อภาคเอกชนที่ยังทำธุรกิจได้ผลตอบแทนสูงกว่า 20% เพราะเอกชนมีการปรับตัวมากขึ้น

ห่วงประชานิยม...ลากเสราฐกิจฟุบ

ขณะที่การแข่งขันในระบบธนาคารพาณิชย์ก็ค่อนข้างรุนแรงมาก ฉะนั้น การคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็ไม่น่าจะปรับขึ้นไปสูงมาก เห็นได้จากดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านของแต่ละธนาคารยังถูกมาก เพราะยังมีการแข่งขันกันปล่อยกู้ 0% แถมปีแรกยังคิดดอกเบี้ยเพียง 2% ทั้งที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 3% เท่ากับว่าลูกค้าได้กู้ต่ำกว่าราคาดอกเบี้ยอ้างอิง

ด้านเงินฝาก ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์เงินฝากให้ดอกเบี้ยสูงมาจูงใจประชาชนผู้ฝากเงินมากขึ้น เพราะธนาคารต้องระดมเงินเตรียมไว้ปล่อยกู้ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว อย่างไรก็ตามการระดมเงินผ่านตั๋วเงินฝากหรือตั๋วบี/อีกลับไม่ได้รับความนิยมจากผู้ฝากเงินเหมือนที่ผ่านมา เพราะตั๋วบี/อีไม่ได้รับการคุ้มครองเงินฝากจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากเหมือนเงินฝากปกติทั่วไป

ห่วงประชานิยม...ลากเสราฐกิจฟุบ

ทั้งนี้ นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า ขณะนี้การลงทุนประเภทอื่นๆ ที่มิใช่การฝากเงินเพื่อรับผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยตามปกติ เช่น การออกตั๋วแลกเงิน (ตั๋วบี/อี) มีสัดส่วนที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น โดยปัจจุบันปริมาณการลงทุนในรูปแบบนี้ลดลงมาอยู่ในสัดส่วนที่ต่ำกว่า 10% แล้ว

เพราะประชาชนผู้ออมมีความกังวลว่าจะไม่ได้การคุ้มครองเงินต้นจากสถาบันประกันเงินฝาก หลังกฎหมายประกันเงินฝากมีผลบังคับใช้ และกำหนดกฎเกณฑ์การคุ้มครองเฉพาะบัญชีเงินฝากปกติ แต่จะไม่คุ้มครองเงินฝากในรูปแบบอื่นๆ เช่น ตั๋วบี/อี หรือการลงทุน ในรูปของเงินฝากที่เกี่ยวข้องกับอนุพันธ์แฝง บัญชีเงินฝากที่เป็นเงินตราต่างประเทศ และจะทยอยลดการคุ้มครองลงเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร ในปี 2555

สำหรับตลาดหุ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา (27–30 มิ.ย.) ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของการปิดงวดบัญชีครึ่งปีแรก ได้อานิสงส์การทำ Window Dressing (การทำราคาปิดครึ่งปีแรก) ดัชนีที่บวกขึ้นมา 8.22 จุด ปิดที่ระดับ 1,041.48 จุด เป็นผลให้ครึ่งปีแรก ดัชนีเพิ่มขึ้น 8.72 จุด จากปลายปี 2553 ยังดีกว่าติดลบ ผลกระทบจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ขายออกมาต่อเนื่อง ยอดสะสมครึ่งปีขายสุทธิ 14,676.89 ล้านบาท

การที่ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อในช่วงกลางสัปดาห์นั้น ส่วนหนึ่งเป็นการซื้อกลับจากที่ขายออกมาอย่างหนักก่อนหน้านี้ แต่การซื้อยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเป็นการกลับมาซื้ออย่างจริงจังหรือไม่ ขณะที่การเมืองยังมีความไม่แน่นอนสูง การจัดตั้งรัฐบาลยังเป็นที่จับตาของคนทั่วโลก

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตลาดฟื้นตัวช่วงสั้นๆ มาจากปัจจัยหลักลดความกังวลปัญหาการเงินกรีซ หลังจากที่รัฐสภายกมือให้มีการรัดเข็มขัด เพื่อนำไปสู่การขอความช่วยเหลือทางการเงินกับสหภาพยุโรป (EU) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก