
ภารกิจ'แม็กกี้ เยีอง' สร้างรายได้คาเธ่ย์อย่างยั่งยืน
หากพูดถึงสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสายการบินที่ขึ้นชื่อลือชาในเส้นทางการบินระหว่างประเทศไทยและฮ่องกง
หากพูดถึงสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสายการบินที่ขึ้นชื่อลือชาในเส้นทางการบินระหว่างประเทศไทยและฮ่องกง
โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล
หากพูดถึงสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสายการบินที่ขึ้นชื่อลือชาในเส้นทางการบินระหว่างประเทศไทยและฮ่องกง เพราะมีสายการบินออกจาก กทม.ไปยังฮ่องกง 5 เที่ยวต่อวัน และมีสายการบินลูกอย่างดราก้อน แอร์ บินตรงจากภูเก็ตไปฮ่องกงอีก 10 เที่ยวต่อสัปดาห์ รวมถึงยังมีเส้นทางการบินตรงจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคเอเชียรวมกันแล้วถึง 59 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และยังใช้ฮ่องกงเป็นฐานทัพใหญ่ในการส่งต่อนักท่องเที่ยวไป 140 จุดหมายใน 95 ประเทศทั่วโลก
ในระดับโลก คาเธ่ย์ก็มีผลประกอบการที่ดีในรอบปี 2553 ที่ผ่านมา โดยทำลายสถิติทางด้านรายได้และผลกำไรของบริษัท ด้วยรายได้ 89,524 ล้านเหรียญฮ่องกง และผลกำไรที่สูงถึง 14,048 ล้านเหรียญฮ่องกง มีจำนวนผู้โดยสารมากที่สุด จำนวนการขนส่งสินค้า (คาร์โก) สูงที่สุด รวมไปถึงการเติบโตและการสร้างผลกำไรของบริษัทในเครือที่สูงสุดเช่นกัน
แม็กกี้ เยือง ผู้จัดการประจำประเทศไทย สายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ สายการบินก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าพึงพอใจ แม้ว่าจะเกิดปัญหาในเส้นทางการบินเข้าประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นเส้นทางการบินหลัก แต่ได้รับผลกระทบจากปัญหาแผ่นดินไหวในช่วงที่ผ่านมา แต่หากดูแนวโน้มของตัวเลขสัดส่วนผู้โดยสารจากประเทศไทยที่สูงถึง 85% มากกว่าปีที่ผ่านมา 11% และจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 1.6% ต้องถือว่าธุรกิจอยู่ในระดับน่าพอใจ
ด้วยตัวเลขสัดส่วนผู้โดยสารที่สูงลิบ ทำให้คาเธ่ย์มองว่าจะต้องหันไปพัฒนาการให้บริการเพื่อให้ได้รายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งตามแผนของบริษัทแม่แล้ว แผน 10 ปีข้างหน้า จะมีการเสริมทัพฟลีตเครื่องบินมากกว่า 90 ลำ ด้วยงบประมาณ 1.85 แสนล้านเหรียญฮ่องกง (ประมาณ 7.4 แสนล้านบาท) โดยมีการประกาศซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ350-900 จำนวน 30 ลำ และโบอิ้ง บี777-300อีอาร์ อีก 6 ลำ ในปี 2553 ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศซื้อเครื่องบินแอร์บัส เอ350-900 เพิ่มอีก 15 ลำ และโบอิ้ง บี777-300อีอาร์ อีก 10 ลำ รวมถึงมีการเช่า เอ350-900 เพิ่มอีก 2 ลำ ซึ่งเครื่องบินทั้งหมดนี้จะเข้าประจำการในเส้นทางการบินต่างๆ เพื่อเพิ่มความถี่ทางการบินให้กับคาเธ่ย์ แปซิฟิคในอนาคต ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับบริษัท
“โดยแนวทางของคาเธ่ย์จะเน้นไปที่การสร้างความถี่ของการบินในการให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น เป็นเหตุผลที่เราไม่เลือกซื้อเครื่องบินขนาดใหญ่อย่างแอร์บัส เอ380 แต่เราจะเน้นการปรับความถี่ของการบิน การพัฒนาห้องโดยสาร ที่นั่ง และการให้บริการต่างๆ มากกว่า ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราพบว่าลูกค้ากลุ่มนักธุรกิจที่เดินทางด้วยชั้นธุรกิจมียอดเติบโตประมาณ 8% สวนทางกับชั้นประหยัดที่ลดลงเล็กน้อย จากนี้ไปก็จะเห็นการปรับเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าดังกล่าว”
แผนงานดังกล่าวรวมไปถึงการขยายจุดหมายการเดินทางใหม่ๆ โดยล่าสุด คาเธ่ย์ แปซิฟิค ได้เปิดให้บริการเส้นทางบินสู่มิลานและมอสโกในปีที่ผ่านมา และเพิ่มเส้นทางบินไปอาบูดาบีในปีนี้ และจะมีเส้นทางบินไปชิคาโก ที่พร้อมจะเปิดให้บริการในเดือน ก.ย.นี้ รวมไปถึงการพัฒนาห้องโดยสารชั้นธุรกิจใหม่ ที่จะเริ่มเปิดให้บริการในเส้นทางการบินไปซิดนีย์และนิวยอร์ก ก่อนที่จะทยอยปรับให้เป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมดภายในปี 2556
เธอประเมินแนวโน้มของอุตสาหกรรมการบินในช่วงครึ่งหลังของปี 2554 เอาไว้ว่า ผลกระทบที่เป็นปัจจัยหลักจะมาจาก 2 ปัจจัยสำคัญ ประกอบไปด้วย 1.แนวโน้มราคาน้ำมันที่ยังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจการบินต้องหาทางปรับตัวมารับมือ เนื่องจากล่าสุดน้ำมันถือเป็นต้นทุนในการบินที่สูงถึง 30% และมีราคาเพิ่มขึ้นมาประมาณ 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้สายการบินจะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการซื้อน้ำมันล่วงหน้า (เฮดจ์จิง) แล้ว แต่ก็สามารถรองรับกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นได้ราว 50% เท่านั้น
“นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราจำเป็นต้องเพิ่มฟลีตเครื่องบินใหม่ๆ เข้ามาในสายการบินของเรา เพราะเราต้องการเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพในการบินและการประหยัดน้ำมันอย่างมาก เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบินของเรา รวมถึงเรื่องของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าราคาน้ำมันจะปรับเพิ่มอีกหรือไม่ เนื่องจากมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบหลายอย่าง แต่หากดูแล้ว เชื่อว่าราคาน้ำมันจะไม่ปรับลดลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”
สำหรับปัจจัยที่ 2 ที่จะส่งผลกระทบก็คือ เรื่องการใช้ปริมาณการขนส่งสินค้าทางคาร์โกที่ลดลง จากความต้องการในจีนและฮ่องกงที่ลดน้อยลงในช่วงต้นปี อย่างไรก็ตาม แม็กกี้ มองว่าปัญหานี้ถือเป็นปัญหาระยะสั้นที่น่าจะส่งผลกระทบไม่นานนัก และทางคาเธ่ย์เองก็ได้แสดงความมั่นใจถึงการฟื้นตัวในอนาคต ด้วยการลงทุนก่อสร้างคาร์โก เทอร์มินอลแห่งใหม่ ที่สนามบินฮ่องกง โดยพร้อมจะเปิดให้บริการในปี 2556 และจะเป็นเทอร์มินอลที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในเอเชียเลยทีเดียว
กลับมาที่การทำตลาดในประเทศไทย แม็กกี้ บอกว่าจะมีการจัดแคมเปญโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดจำหน่ายในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าและการให้บริการต่างๆ ที่ทำควบคู่กันไป โดยล่าสุดได้จัดแคมเปญ Smart Saver สำหรับนักธุรกิจที่ต้องการเที่ยวบินไปเอเชียและยุโรป ทั้งที่นั่งชั้นประหยัดและชั้นธุรกิจ โดยประหยัดมากถึง 2030% ในกลุ่มของนักท่องเที่ยวก็มีการจัดแคมเปญ Visit Hong Kong Now สำหรับตั๋วเครื่องบินราคาประหยัด และร่วมมือกับดิสนีย์แลนด์จัดแพ็กเกจฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ ซื้อ 2 แถม 1 เป็นต้น
ทั้งนี้ คาเธ่ย์ แปซิฟิค มีส่วนแบ่งตลาดในเส้นทางบินจากประเทศไทยไปฮ่องกงประมาณ 33% ซึ่งปรับตัวขึ้นประมาณ 34% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของตลาดที่เติบโตขึ้นประมาณ 13% ซึ่งหากดูจากเส้นทางการบินออกนอกประเทศแล้ว คาเธ่ย์อาจจะยังไม่ได้เป็นผู้นำในตลาดนี้ แต่หากรวมเส้นทางการบินที่บินเข้ามาในประเทศไทยด้วยแล้ว ก็มีตัวเลขที่ไม่แตกต่างจากสายการบินแห่งชาติของประเทศไทยมากนัก
“ถ้าดูจากกลุ่มลูกค้าที่เดินทางออกจากประเทศไทย เราพบว่ามีสัดส่วนลูกค้าที่บินไปที่ฮ่องกงโดยเฉพาะ 35% มีลูกค้าที่เดินทางไปที่อื่นๆ ในเอเชียแบบบินตรง ที่เปิดให้บริการที่สิงคโปร์ เดลี โคลอมโบ บอมเบย์ และการาจี จำนวน 15% และที่เหลืออีก 50% เป็นการเดินทางไปจุดหมายอื่นๆ ของโลก ผ่านการเปลี่ยนเครื่องที่ฮ่องกง ซึ่งเราเชื่อว่าจากการปรับปรุงการให้บริการของเรา คาเธ่ย์ แปซิฟิค จะได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้ามากขึ้นในอนาคต”
แม็กกี้ กล่าวสรุปว่า ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญมากของสายการบินคาเธ่ย์ แปซิฟิค ในฐานะโครงข่ายการบินที่สำคัญ ที่ทางคาเธ่ย์มีการเข้ามาตั้งสำนักงาน รวมถึงมีการว่าจ้างลูกเรือชาวไทยจำนวนมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในตลาดที่ผลักดันให้บริษัทสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ทั้งหมดในอนาคต
ก่อนจะฝากสรุปอย่างแท้จริงว่า หลังวันที่ 8 ก.ค.นี้ ถ้าขึ้นเครื่องบินของคาเธ่ย์ แปซิฟิค แล้วรู้สึกแปลกตา ก็อย่าแปลกใจ เพราะลูกเรือทุกคนจะมาพร้อมยูนิฟอร์มใหม่หมดจด...ทราบแล้วเปลี่ยน!!!







