posttoday
ธุรกิจครอบครัวกับการเมือง

ธุรกิจครอบครัวกับการเมือง

28 มิถุนายน 2554

เมื่อพูดถึงการสืบทอดธุรกิจครอบครัวและกำลังใกล้จะเลือกตั้งแล้ว ผมเห็นครอบครัวนักการเมืองที่ส่งทายาทรุ่นต่อๆ

เมื่อพูดถึงการสืบทอดธุรกิจครอบครัวและกำลังใกล้จะเลือกตั้งแล้ว ผมเห็นครอบครัวนักการเมืองที่ส่งทายาทรุ่นต่อๆ

โดย..กิติพงค์อุรพีพัฒนพงค์

มาสมัครรับเลือกตั้งเป็นนักการเมืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานญาติพี่น้องอันเป็นการสืบทอดทางการเมือง ซึ่งถ้าหากท่านผู้อ่านได้อ่านบทความของ อ.พิริยะ ผลพิรุฬห์ ในเรื่องครอบครัวกับนักธุรกิจการเมือง The Business Politician Family ในโพสต์ทูเดย์ฉบับเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น จะเห็นได้ว่ามีทายาทนักการเมืองและนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงลงรับสมัครเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น อบต. อบจ. หรือ สส. มากขึ้น ในเมืองไทยนั้นการให้ลูกหลานเข้าสืบทอดทางการเมืองเป็นเรื่องปกติ ซึ่งแม้ในต่างประเทศก็มีการกระทำเช่นนี้ เช่น ตระกูลเคนเนดี

คำถามที่น่าสนใจต่อไปว่า ธุรกิจครอบครัวที่เติบโตอยู่นั้น มีความจำเป็นเพียงไรในการที่สมาชิกในครอบครัวเข้าไปยุ่งกับการเมืองแล้ว จะส่งผลกระทบอย่างไรกับธุรกิจครอบครัวบ้าง

ในปัจจุบันจะพบว่าการเลือกตั้ง อบจ. อบต. หรือนายกเทศมนตรี หรือสมาชิกเทศบาลในต่างจังหวัด หรือ สส. เจ้าของธุรกิจครอบครัวใหญ่ๆ ในต่างจังหวัด ซึ่งอาจจะเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างผู้รับสัมปทาน ธุรกิจขายของหรืออสังหาริมทรัพย์ มักจะมีตนเองหรือลูกหลานเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองท้องถิ่นหรือระดับชาติอยู่มาก เหตุผลอาจจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น

(1) เพื่อช่วยเหลือส่วนรวมโดยตรงเพราะตัวเองมีกำลังทรัพย์และต้องการรับใช้ส่วนรวม

(2) เพื่ออยากคุ้มครองป้องกันไม่ให้ใครมากลั่นแกล้งธุรกิจของตนเอง

(3) เพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องในการจะหาโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

(4) เพื่อโอกาสแสวงหาประโยชน์ในทางการเมืองควบคู่ไปกับการทำธุรกิจ อาจเป็น “ผลประโยชน์ทับซ้อน” หรือเป็นตัวแทนของธุรกิจครอบครัวในการแสวงหาประโยชน์ทั้งโดยชอบและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ทุจริตทางนโยบายอันมิควรกระทำอย่างยิ่ง

เหตุผลข้างต้นเป็นเรื่องของแต่ละครอบครัว ผมเห็นว่าการที่ธุรกิจครอบครัวจะทำธุรกิจและให้สมาชิกในครอบครัวเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง โดยมุ่งหวังเพื่อหาผลประโยชน์จากการเป็นนักการเมืองเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและควรจะต้องหลีกเลี่ยง ในต่างประเทศอาจพบว่าเจ้าของธุรกิจครอบครัวที่มีสมาชิกหรือลูกหลานในครอบครัวเข้าไปยุ่งกับการเมืองนั้นจะมีน้อย อย่างมากที่สุดที่ทำได้ก็คือธุรกิจครอบครัวอาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งเท่านั้น แต่มักจะไม่ให้สมาชิกในครอบครัวเข้ามาเล่นหรือรับตำแหน่งในทางการเมือง เพราะอาจเกิดผลกระทบต่อธุรกิจของตนได้ โดยเฉพาะหากเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล หรือถูกโจมตีจากฝ่ายค้านหากตนเองอยู่ฝ่ายรัฐบาลว่าใช้ตำแหน่งแสวงหาผลประโยชน์ แม้รัฐธรรมนูญไทยจะมีบทบัญญัติห้ามไว้ แต่ทางพฤตินัยก็ยังคงมีอยู่

ในธุรกิจครอบครัวทั่วไป ถ้าหากสมาชิกในครอบครัวต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองก็ควรมีมาตรการชัดเจนของครอบครัวว่าจะให้การสนับสนุนหรือไม่ รวมทั้งความชัดเจนให้สมาชิกในครอบครัวลาออกจากการทำธุรกิจครอบครัวเพื่อขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ดังนั้น การที่สมาชิกในครอบครัวจะเข้าไปเล่นการเมืองหรือเข้าไปสมัครรับการเลือกตั้งนั้น ควรจะมีการกำหนดไว้ในธรรมนูญครอบครัวหรือข้อบังคับของธุรกิจครอบครัวว่า หากสมาชิกในครอบครัวจะไปสมัครเลือกตั้งหรือแต่งตั้งทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น ก็ควรจะได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกในครอบครัวเสียก่อน หรือบางครอบครัวอาจมีข้อกำหนดห้ามโดยเด็ดขาด และหากครอบครัวจะสนับสนุนแล้วต้องนำเงินกองกลางหรือกงสีไปช่วย ก็ต้องให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยอาจจะกำหนดให้สมาชิกในครอบครัวนั้นต้องลาออกหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการในครอบครัวเสียก่อน

ทั้งนี้ อาจจะมีกองทุนเพื่อให้ความสนับสนุนในเรื่องรายได้รายจ่ายให้แก่สมาชิกคนนั้นอย่างเพียงพอ การให้สมาชิกของธุรกิจครอบครัวเข้าไปรับตำแหน่งในทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นในระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะว่าหากสมาชิกในครอบครัวเข้าเล่นการเมืองอย่างไม่ถูกจังหวะ หรือทำงานการเมืองที่มีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการทุจริตในเชิงนโยบาย ก็จะส่งผลกระทบ จะส่งผลให้กับธุรกิจครอบครัวให้ล่มสลายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ดังที่เคยเกิดเป็นตัวอย่างแล้วในหลายๆ เรื่องในประเทศไทย

เพราะฉะนั้น การวางนโยบายให้ชัดเจนเกี่ยวกับสมาชิกธุรกิจครอบครัวกับบทบาททางการเมืองนั้น จะต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียก่อนตัดสินใจว่าควรจะเลือกแนวทางใด

ผมเองเห็นว่าการที่สมาชิกในธุรกิจครอบครัวจะไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือรับตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ถ้าหากบุคคลเหล่านี้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ โดยเฉพาะคิดว่าเมื่อธุรกิจครอบครัวประสบความสำเร็จแล้ว ก็ควรรับใช้ส่วนรวมหรือสังคม การเข้าไปรับตำแหน่งทางการเมืองก็น่าจะเป็นแนวทางหนึ่ง แต่ต้องคิดถึงประโยชน์ของส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ และที่สำคัญต้องไม่ให้มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ของประเทศกับของธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม แต่สมาชิกในครอบครัวคนดังกล่าวก็ไม่ควรเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัวทางตรงและทางอ้อมอย่างชัดแจ้ง เรื่องนี้แม้เป็นเรื่องยาก แต่หากครอบครัวใดมีการอบรมสั่งสอนที่ดี มีการประพฤติปฏิบัติที่ดีเป็นตัวอย่าง ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ยากนักและจะพูดได้เต็มปากว่า “ผมรวยพอแล้ว ผมจะไม่โกงชาติอย่างแน่นอน”

อย่าลืมนะครับ วันที่ 3 ก.ค.นี้ ช่วยไปลงคะแนนเสียงเลือกคนดีมาปกครองบ้านเมืองด้วย ประเทศไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง โดยเฉพาะพลังเงียบออกมาเยอะๆ นะครับ

 

ข่าวล่าสุด

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว

ธนาคารโลก เร่งระดมทุนภูมิอากาศ-จีน กาง 5 กุญแจสร้างการเงินสีเขียว