
ดัชนีผลผลิตพ.ค.ลด3.88%
ดัชนีผลผลิตอุตฯเดือนพ.ค.ติดลบ 3.88% ลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 หลังยานยนต์ขาดชิ้นส่วนลดการผลิต
ดัชนีผลผลิตอุตฯเดือนพ.ค.ติดลบ 3.88% ลดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 หลังยานยนต์ขาดชิ้นส่วนลดการผลิต
นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (เอ็มพีไอ) ประจำเดือนพ.ค. 2554 อยู่ที่ระดับ 177.83 ลดลง 3.88% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยูที่ระดับ 58.66% โดยอุตสาหกรรมสำคัญที่ทำให้ค่าดัชนีลดลง ได้แก่ ยานยนต์ อาหารทะเลกระป๋องและแช่แข็ง การผลิตเส้นใยสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งจากการที่ค่าดัชนีติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ตั้งแต่เดือนก.พ.2554 สศอ.จึงอยู่ระหว่างการประเมินปรับลดตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจทั้งดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมจากเดิมที่คาดว่าทั้งปีจะขยายตัว 6-8% และอัตราการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม (จีดีพี) ที่คาดว่าจะโต 5.5-6% โดยจีดีพีอุตสาหกรรมอาจจะปรับลดประมาณ 0.5-1%
ขณะที่สถานการณ์ครึ่งปีหลังคาดว่าในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 สถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาแล้ว โดยขณะนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ยังใช้กำลังการผลิตแค่ครึ่งเดียว ยังมีกำลังการผลิตเหลืออีกเยอะ ที่จะฟื้นกลับมาทำเป้าหมายที่ 1.8 ล้านคันได้
อย่างไรก็ตาม ในครึ่งปีหลังยังมีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง คือ ปัจจัยทางการเมือง การเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่องบประมาณ และการจัดทำงบประมาณในขณะนี้ไม่เป็นไปตามระยะเวลาปกติ ตัวเลขงบประมาณยังต้องรอรัฐบาลใหม่ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ รวมทั้งยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการปรับขึ้นค่าแรงที่น่าเป็นห่วงอยู่ว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม
“คาดว่าค่าดัชนีจะยังคงอยู่ในระดับที่ติดลบไปจนถึงเดือนหน้า โดยเมื่อตัวเลข 6 เดือนออกมาจะเริ่มมีความชัดเจนว่าสถานการณ์ในครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าดูจากตัวเลขในเดือนนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นแล้ว” นางสุทธินีย์ กล่าว
สำหรับสถานการณ์การผลิตรถยนต์ในเดือนพ.ค. เมื่อเทียบกับช่วงเดียวของปีก่อน การผลิตลดลง 32.5% และการจำหน่ายลดลง 33.3% เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศญี่ปุ่นได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ส่งผลให้บริษัทต้องปรับลดแผนการผลิตลง แต่ในช่วงปลายเดือนพ.ค. ผู้ผลิตรายใหญ่ที่ได้รับผลกระทบเริ่มกลับมาผลิตตามปกติแล้ว และคาดว่าจะกลับสู่ภาวะปกติภายในไตรมาส 3
ขณะที่การผลิตและจำหน่ายอาหารทะเลกระป๋องและแช่แข็ง การผลิตและจำหน่ายลดลง 1% และ 4% ตามลำดับ เนื่องจากวัตถุดิบปลาทูน่ามีปริมาณลดลงและราคาปรับตัวสูงขึ้น ส่วนวัตถุดิบกุ้งโตไม่ได้ขนาดและมีปริมาณลดลง ซึ่งเป็นผลจากปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา
ด้านการผลิตเส้นใยและสิ่งทอการผลิตลดลง 8.5% และการจำหน่ายลดลง 18.7% เพราะราคาฝ้ายมีราคาผันผวนสูง ส่งผลให้โรงปั่นฝ้ายชะลอการสั่งซื้อฝ้ายมาผลิตสินค้าเพื่อป้องกันภาวะขาดทุนจากสต๊อกที่นำเข้าในราคาสูง แต่ต้องขายในราคาที่ต่ำลง ส่งผลให้อุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น โรงทอผ้า ต้องชะลอการผลิตไปด้วย รวมทั้งยังมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมนี้อย่างมาก







