posttoday
รัฐสูญ 3.6 หมื่นล้าน ต่อมาตราการอสังหาฯยังได้คุ้ยเสียอยู่หรือ?

รัฐสูญ 3.6 หมื่นล้าน ต่อมาตราการอสังหาฯยังได้คุ้ยเสียอยู่หรือ?

11 กุมภาพันธ์ 2553

การต่อหรือไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในวันที่ 28 มี.ค. ที่จะถึงนี้ เป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการกำลังรอลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อ หลังจากที่ตัวแทนภาคเอกชนจาก 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการให้นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ไปแล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายกิตติพล ปราโมช ณ อยุธยา นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมาแม้ว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังอยู่ในภาวะเปราะบาง ในสถานการณ์ที่ต้นทุนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการปรับราคาของเหล็กและปูน หลังจากที่เริ่มมีการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ ผนวกกับภาวะการเมืองที่ยังไม่นิ่งซึ่งจะบั่นทอนสภาพตลาดได้ทันทีที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น หากรัฐต่ออายุมาตรการให้น่าจะช่วยประคองธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เดินหน้าต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ในระดับนโยบายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องยังไม่มีเสียงตอบรับกับการร้องขอของภาคเอกชน เนื่องจากจังหวะที่จะแอ็กชันยังมาไม่ถึง หากส่งสัญญาณผิด ตลาดอาจเสียหาย การตัดสินใจจึงยังปิดลับ สถานการณ์ระหว่างต่อกับไม่ต่อ จึงอยู่ที่ 50:50 เท่ากัน

หากรัฐตัดสินใจไม่ต่ออายุมาตรการให้กับภาคเอกชน เหตุผลที่ง่ายที่สุด คือ ตลาดอสังหาฯฟื้นตัวแล้ว ความจำเป็นให้ยาก็หมดไป แน่นอนผู้เสียประโยชน์มากที่สุดคือ ผู้ประกอบการ เพราะได้ส่วนลดหย่อนจากมาตรการมากถึงกว่า 4% ขณะที่ผู้ซื้อบ้านที่ได้ 2%

การปล่อยให้ตลาดกลับคืนสู่พื้นฐานความจริงนั้น อาจส่งผลให้ผู้ซื้อบ้านชะลอซื้อช่วงสั้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวด้านต้นทุนให้กระทบกับราคาน้อยที่สุด เพราะตลาดแข่งขันรุนแรง

ในทางตรงกันข้าม หากรัฐบาลยอมต่ออายุมาตรการ รัฐจะสูญรายได้ ตามที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เคยประเมินไว้ 3.65 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นช่วยลดภาระให้ผู้ซื้อบ้าน 2% และผู้ประกอบการมีทุนทำตลาด หรือเก็บไว้เป็นกำไรอีกกว่า 4%

ขณะที่ความคาดหวังว่ารัฐจะเก็บภาษีเพิ่มจากบริษัทอสังหาฯและบริษัทเกี่ยวเนื่องที่มีผลประกอบการดีขึ้น วันนี้ยังไม่มีตัวเลขมายืนยันแน่ชัดได้คืนเท่าไหร่

แต่ที่แน่ๆ จากการสอบถามผู้ซื้อบ้านหลายๆ คน ส่วนใหญ่บอกตรงกันว่า เพิ่งจะรู้ว่าจะได้ลดหย่อนค่าธรรมเนียมโอนบ้านและจดจำนอง หลังจากที่เข้าสู่กระบวนการซื้อบ้านแล้ว และมาตรการเหล่านี้ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจซื้อตั้งแต่เริ่มแรก แต่กลายเป็นผลพลอยได้หลังซื้อบ้านแล้ว สะท้อนให้เห็นว่าไม่ได้ดึงผู้ซื้อใหม่ตามเป้าหมายของมาตรการ

การจะใช้มาตรการกระตุ้นต่อไป ในภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมและธุรกิจอสังหาฯ ฟื้นตัวแล้วนั้น สิ่งที่ได้มา ยังคุ้มกับค่าธรรมเนียมหรือภาษีกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นรายได้เข้ารัฐอยู่แน่หรือคงไม่คุ้มกับสิ่งที่เสียไปอย่างแน่นอน

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ