
‘สคบ.’สั่งจับตาแชร์ลูกโซ่10ราย
สคบ.เกาะติดขายตรง 10 ราย เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ เตรียมออกกฎหมายให้ใบอนุญาตผู้แทนจำหน่าย
สคบ.เกาะติดขายตรง 10 ราย เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ เตรียมออกกฎหมายให้ใบอนุญาตผู้แทนจำหน่าย
นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สคบ.ได้ร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ติดตามการทำธุรกิจของบริษัทขายตรงในไทยอย่างใกล้ชิด 10 แห่ง ว่าเข้าข่ายทำธุรกิจผิดกฎหมายหรือแชร์ลูกโซ่หรือไม่
ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัทที่เข้าข่ายมีวิธีการให้แม่ทีมเข้าไปชักชวนกลุ่มประชาชน โดยเฉพาะในต่างจังหวัดเข้ามาทำธุรกิจ และจูงใจด้วยผลตอบแทนที่สูงมาก แต่เมื่อเข้ามาทำธุรกิจแล้วกลับไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ระบุไว้ นอกจากนี้ บางกลุ่มโดนหลอกให้กู้เงินมาลงทุน หรือให้ขายที่ดิน โดยมีผู้เสียเงินสูงสุดกว่า 1 แสนบาทแล้ว
บริษัทที่กำลังตรวจสอบ 10 แห่ง เป็นบริษัทไทย 7 ราย และบริษัทต่างชาติ 3 ราย ขณะที่การทำธุรกิจเป็นการขายสินค้าที่ไม่จำเป็นกับการดำรงชีวิตประจำวัน แตกต่างจากบริษัทขายตรงทั่วไปจะขายสินค้าเครื่องสำอาง อาหาร ยา และเครื่องดื่ม เป็นต้น
สำหรับยอดร้องเรียนผ่าน สคบ.ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนเท่าตัว หรือร้องเรียนเฉลี่ย 10 รายต่อวัน และมีบริษัทเข้าจดทะเบียนธุรกิจขายตรงเดือนละ 10 ราย ใกล้เคียงปีก่อน
นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขา ธิการ สคบ. กล่าวว่า ความคืบหน้า การร่าง พ.ร.บ.ขายตรงฉบับแก้ไขนั้น สคบ.อยู่ระหว่างการปรับร่างกฎหมายใหม่ เนื่องจากฉบับเดิมได้ถูกตีกลับหลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา โดย สคบ.มีแผนจะเพิ่มกฎระเบียบทั้งตัวแทนอิสระที่เข้ามาทำธุรกิจจะต้องมีใบอนุญาตเหมือนตัวแทนบริษัทประกันต่างๆ และต้องการให้บริษัทขายตรงวางเงินกองทุนในการทำธุรกิจ เพราะหากบริษัทมีปัญหาจะได้นำเงินมาชดเชยค่าเสียหาย
นอกจากนี้ ต้องการให้บริษัทขายตรง วางเงินกองทุนในการทำธุรกิจทุกครั้ง เพราะหากบริษัทมีปัญหาขึ้นในอนาคตจะได้นำเงินกองทุนไปชดเชยความเสียหายให้แก่ลูกค้า หรือตัวแทนธุรกิจด้วย คาดว่า เมื่อพิจารณาร่างกฎหมายฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้ว จะเร่งยื่นให้กับ รัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามาบริหารประเทศต่อไป และจะดำเนินการได้ภายในปีนี้
นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลใหม่เร่งกฎหมายขายตรงฉบับลูกออกมาใช้ให้เร็วที่สุดผลักดัน ธุรกิจขายตรงเข้าสู่ระบบการศึกษาและการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง ทำให้ธุรกิจขายตรงไทยมีความพร้อมรับการเปิด ประชาคมเศรฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 58 เพราะจะมีบริษัทขายตรงจากต่างชาติเข้ามาเปิดธุรกิจในไทยจำนวนมาก







