
แสนสิริจ่อขายหุ้นกู้พันล้าน
แสนสิริจ่อขายหุ้นกู้1,000ล้านทริสให้เครดิตที่ BBB
แสนสิริจ่อขายหุ้นกู้1,000ล้านทริสให้เครดิตที่ BBB
บริษัท ทริสเรทติ้ง ประกาศผลอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่มีประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1,000 ล้านนบาทของ บริษัทแสนสิริ (SIRI) ที่ระดับ “BBB” พร้อมทั้งประกาศคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัทที่ระดับ “BBB+” และคงอันดับเครดิตหุ้น กู้ไม่มีประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “BBB” ด้วยแนวโน้มหรือ “คงที่” โดยอันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะ ผู้นำ ตลอดจนผลงานที่ได้ รับการยอมรับในตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย แบรนด์ที่มีชื่อเสียงในตลาดคอนโดมิเนียมความหลากหลายของสิน ค้า และยอดขายรอการส่งมอบจำนวนมากที่เป็นหลักประกันรายได้ ของบริษัท
อย่างไรก็ตาม จุดแข็งดังกล่าวลดทอนลงไปบางส่วนจากการมีอัตราส่วนเงินกู้ต่อโครงสร้าง เงินทุนที่อยู่ในระดับสูง การประเมินอันดับเครดิตยังคำนึงถึงลักษณะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นวงจรขึ้นลงและการคาดการณ์ที่ภาวะการแข่งขันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเนื่องจากผู้กอบการหลายรายซื้อที่ดินไว้เ ป็นจำนวนมากตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2553
แนวโน้ม อันดับเครดิต “คงที่” สะ ท้อนถึงการคาดการณ์ว่าบริษัทจะสามารถส่งมอบที่อยู่อาศัยส่วนที่เหลือได้ ตามกำหนด อีกทั้งจะสามารถเสริมสภาพคล่องให้แข็งแกร่งขึ้นหลังจากที่บริษัทสามารถโอนโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการในระหว่างช่วงหลังของปี 2554 จนถึงปี 2556 ทั้งนี้ บริษัทมีความท้าทายในการที่จะดำรงอัตรากำไรจากการดำเนินงานให้อยู่ในระดับเดียวกับ ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำรายอื่น ในขณะเดียวกัน บริษัทควรจะรักษาอัตราส่วนเงินกูต่อโครงสร้า งเงินทุนไม่ให้ สูงกว่าระดับปัจจุบันแม้ จะยังขยายโครงการจำนวนมาก
ทริสเรทติ้งรายงานว่า บริษัทแสนสิริเป็นหนึ่ง ผู้ป ระกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ณ เดือนมีนาคม2554 บริษัทมีโครงการบ ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมเพื่อขายจำนวน 53 โครงการ คิดเป็ นมูลค่ารวมประมาณ 65,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 49% บ้านเดี่ยว 34% และทาวน์เฮาส์ 17% ของมูลค่าโครงการทั้งหมด ราคาขายเฉลี่ยของที่อยู่อาศัยโดยรวมอยู่ที่ 4 ล้านบาทต่อหน่วย ณ เดือนมีนาคม 2554 บริษัทมียอดขายรอการรับรู้ รายได้ประมาณ25,000 ล้านบาท และมีมูลค่าโครงการพร้อมขายอีกประมาณ 23,000 ล้านบาท
บริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันจากการมีแบรนด์ที่ได้ รับการยอมรับเป็นอย่างดี รวมถึงการมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่แข็งแกร่ง และสินค้าที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดคอนโดมิเนียมยอดขายของบริษัทขึ้นสู่สถิติสูงสุดที่ระดับ 24,995 ล้านบาทในปี 2553 โดยเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 13,964 ล้านบาทในปี 2552 และ 10,446 ล้านบาทในปี 2551 อันเป็ นผลจากการมียอดขายที่เพิ่มขึ้นในโครงการคอนโดมิเนียม โครงการคอนโดมิเนียมส่วนใหญ่ที่เปิดตัวในปี 2553 ไดรั้บการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งนี้ ยอดขายคอนโดมิเนียมพุ่งขึ้นเป็น 14,486ล้านบาทในปี 2553 ซึ่งสูงกว่าระดับ 6,315 ล้านบาทในปี 2552 เป็นอย่างมาก
ยอดขายของบริษัทในช่วงไตรมาสแรกของปี2554 ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4,436 ล้านบาท โดยลดลง 5% จาก 4,683 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2553
ทั้งนี้จำนวนยอดขายที่สูงบ่งบอกถึงยอดขายที่รอการส่งมอบจำนวนมาก รายได้ รวมของบริษัทเพิ่มขึ้นประมาณ 18% เป็ น 18,596 ล้านบาทในปี 2553 จาก 15,824 ล้านบาทในปี 2552 รายได้รวมในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2554 อยู่ที่ 3,614 ล้าบาท ลดลง47% จากช่วงเดียวกันของปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 6,811 ล้านบาท การลดลงของรายได้เ ป็ นผลมาจากการสิ้นสุดมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจด้า นภาษีของรัฐบาลในช่วงกลางปี 2553 ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในไตรมาสแรกของปี 2553 ให้สูงกว่าระดับปกติ อัตรากำไรขั้นตน้ ของบริษัทปรับตัวดีขึ้นในช่วงระหว่างปี 2553 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2554







