posttoday
ทำไมความตายจึงน่าสะพรึงกลัว(1)

ทำไมความตายจึงน่าสะพรึงกลัว(1)

26 มิถุนายน 2554

ในการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบที่จัดมาตลอดเป็นปีที่ 8 แล้วนั้น

ในการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบที่จัดมาตลอดเป็นปีที่ 8 แล้วนั้น

คำถามหนึ่งที่เราต้องถามผู้เข้าร่วมอบรมทุกครั้งไม่เคยขาดเลยก็คือ หากคุณกำลังจะตายลงในไม่ช้านี้ คุณจะรู้สึกอย่างไรต่อความตายที่กำลังปรากฏตัวตรงหน้าคุณ และถ้าเป็นคนส่วนใหญ่โดยทั่วไปเขาจะรู้สึกนึกคิดอย่างไรต่อความตายของเขา ผู้เข้าร่วมอบรมทุกรุ่นทุกกลุ่มล้วนตอบตรงกันว่า คนส่วนใหญ่โดยทั่วไปจะกลัวและไม่พร้อมที่จะตาย ส่วนผู้เข้าร่วมอบรมที่สนใจเรียนรู้เรื่องความตายจำนวนเกินครึ่ง ในวันแรกมักจะตอบว่า ไม่กลัวความตายและค่อนข้างพร้อมที่จะตายในเวลาใดก็ได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้เข้าร่วมอบรมที่ไม่รู้สึกกลัวตายมักเป็นคนในแวดวงที่สนใจศึกษาและปฏิบัติธรรมมาพอสมควร หรือไม่ก็เคยมี (หรือกำลังมี) ประสบการณ์ใกล้ตาย ไม่ว่าจะเป็นตัวเขาเองหรือคนรักรอบข้างเขา ทำให้เขาตื่นตัวขวนขวายเพื่อรับมือกับความตายของเขาเอง รวมถึงเตรียมพร้อมสำหรับความตายของคนใกล้ตัวที่ยังมีชีวิตอยู่ หลายคนจึงหวังว่ากระบวนการอบรมคงจะช่วยทำให้กระจ่างในภาวะใกล้ตายมากขึ้น พร้อมกับจะสามารถแสวงหาวิธีการรับมือกับความตายเพื่อที่จะตายอย่างสงบสุขได้หากวันนั้นมาถึง

ทำไมความตายจึงน่าสะพรึงกลัว(1)

แต่ครั้นเราตรวจสอบด้วยคำถามนี้อีกครั้งในช่วงที่ทำกิจกรรมทดลองตาย (มรณสติภาวนา) กลับปรากฏว่าบางท่านที่เดิมคิดว่าไม่กลัว และพร้อมที่จะตายก็ได้สารภาพว่า ลึกๆ แล้วก็รู้สึกกลัวขึ้นมาบ้างเหมือนกัน หรือกลับไม่แน่ใจว่าถ้าความตายมาถึงจริงๆ (ไม่ได้คิดนึกเอง) ตัวเองจะพร้อมจริงๆ สักเพียงใด ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นไปได้ว่า เวลาเราถูกตั้งคำถามว่ากลัวตายหรือไม่ คนส่วนใหญ่มักตอบคำถามนี้จากการคิดนึกด้นเดา (ใช้หัว) ซึ่งอาจจะขาดประสบการณ์ตรงที่จนเรารู้สึกได้ถึงความตายจริงๆ (ใช้ใจ) ดังนั้นการคิดประเมินเอา กับรู้สึกได้จึงแตกต่างกันมาก อีกเหตุหนึ่งที่สำคัญคือ ในระหว่างที่กำลังผ่านกระบวนการทดลองตายนั้น ในบทมรณสติภาวนาได้น้อมนำให้เราระลึกนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่เราวนเวียนข้องแวะผูกพันในชีวิตประจำวัน เช่น การงาน ทรัพย์สมบัติ ความสำเร็จ คนรัก ญาติมิตร รวมถึงตัวตนของเราเอง ทำให้บางท่านได้ตรวจสอบอย่างใคร่ครวญช้าๆ จนค้นพบว่า เมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ เราอาจจะยังรู้สึกยึดติดผูกพันกับบางสิ่งจนยังไม่พร้อมที่จะตาย หรือไม่ก็เพิ่งรู้ตัวว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้จัดการหรือเตรียมตัวไว้อย่างครบพร้อม จึงทำให้ลึกๆ แล้วยังไม่พร้อมตายในเวลาใดก็ได้ อย่างไรก็ตามผู้เข้าร่วมอบรมที่น้อมใจใคร่ครวญไปตามบทมรณสติภาวนาก็มักได้รับการตอกย้ำว่า ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะประมาทต่อความตาย โดยตั้งใจมั่นที่จะหมั่นระลึกรู้อยู่เสมอเพื่อใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างรู้คุณค่าความหมาย

หากเราถามลงลึกต่อจากนั้นว่าเพราะเหตุใดความตายจึงน่าสะพรึงกลัวเสมอสำหรับคนส่วนใหญ่ทุกวันนี้ หรือมีเหตุปัจจัยสำคัญอะไรบ้างที่ทำให้เราต้องขอผลัดผ่อนต่อความตาย มีคำตอบผุดขึ้นหลากหลายมากมายจากการแลกเปลี่ยนแบ่งปันระหว่างผู้เข้าร่วมอบรมและวิทยากร องค์ความรู้อันเกี่ยวเนื่องกับความน่าสะพรึงกลัวของความตายที่เกิดจากการสืบค้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันตลอด 8 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้เราเข้าใกล้ เข้าใจ และยอมรับภาพของความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อความตายได้มากขึ้นเรื่อยๆ ในประสบการณ์ส่วนตัวของผมเชื่ออย่างสนิทใจว่า เหตุสำคัญอย่างยิ่งอันหนึ่งที่ทำให้เรากลัวอย่างลนลานต่อความตายก็คือ เราเห็นมันไม่ชัดหรือรู้จักมันน้อยจริงๆ ในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่จะพบว่าเราสนทนาถึงมันตลอดจนเดินเข้าไปหามันด้วยใจที่เปิดกว้างและตรงไปตรงมาน้อยไปหน่อย ความตายก็เลยดูลึกลับน่ากลัว ทั้งที่มีความตายเกิดขึ้นทุกชั่วโมงนาที อย่าว่าแต่ทุกวันเลย ดังนั้นหากเราเข้าใจที่มาที่ไปของความกลัวอย่างลนลานนั้นชัดเจนขึ้น เราน่าจะสามารถเตรียมตัวรับมือกับมันได้อย่างมั่นคงบ้าง สำหรับข้อสรุปอันเนื่องมาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ว่า เหตุที่คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้กลัวตายหรือขอผลัดผ่อนต่อความตายมีดังนี้

สิ่งแรกที่คนส่วนใหญ่มักนึกถึงก่อนอื่นใดเวลานึกถึงภาวะใกล้ตาย หรือการเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายก็คือ ความเจ็บปวดที่จะต้องเผชิญในช่วงระยะสุดท้ายของชีวิต ประสบการณ์จากบุคลากรทางการแพทย์ต่างสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หรือแม้แต่หมอหรือพยาบาลเองต่างก็กลัวความเจ็บปวดทางกายที่หนักหนาสาหัส โดยเฉพาะหากกำลังป่วยเป็นโรคร้ายอย่างมะเร็งด้วยแล้ว ยิ่งทำให้กลัวความเจ็บปวดอย่างสาหัสสากรรจ์ยิ่งขึ้น แต่เมื่อสืบค้นลึกลงไปเรากลับพบว่า ภาพความคิดปรุงแต่งล่วงหน้าจนรู้สึกกลัวอย่างลนลานต่อความเจ็บปวดทางกาย หรือใจที่ต่อต้านไม่ยอมรับภาวะที่ต้องเจ็บปวดกลับเป็นส่วนสำคัญทำให้ความเจ็บปวดทางกายที่มีอยู่เดิมแล้วเพิ่มทวีขึ้นอย่างเข้มข้น จนเราตกอยู่ในสภาพเจ็บปวดทางกายแล้วยังทุกข์ทรมานทางใจอีก ใจที่คิดนึกปรุงแต่งจนทำให้เราแหยต่อความเจ็บปวดนั้น ทำให้เราอ่อนแอเปราะบาง ในขณะที่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะใกล้ตาย ซึ่งแม้จะมีส่วนจริงอยู่มากทีเดียวว่า เราอาจจะต้องประสบกับความเจ็บปวดบ้างไม่มากก็น้อย แต่ทุกวันนี้การแพทย์แบบประคับประคองก็มีกรรมวิธีหลากหลายที่ช่วยทำให้ความเจ็บปวดทางกายคลี่คลายบรรเทาลงไปได้บ้าง ซึ่งเราสามารถขอคำปรึกษาร่วมกับแพทย์พยาบาลได้ แต่สิ่งสำคัญที่จะทำให้เรารับมือกับความเจ็บปวดได้อย่างหนักแน่นมั่นคงก็คือ ใจที่ถูกฝึกฝนจนเข้มแข็ง มีสติตื่นรู้เพื่อพร้อมเผชิญความเจ็บปวดทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้น

สำหรับการฝึกฝนหล่อเลี้ยงให้จิตใจมีความเข้มแข็งมั่นคงนั้น เราจำต้องหมั่นเปิดโอกาสให้จิตใจได้เผชิญหน้ากับความเจ็บปวด หรือความป่วยไข้ในชีวิตประจำวันนับแต่นี้เป็นต้นไป โดยฝึกฝนใจให้สามารถต้อนรับความเจ็บปวดป่วยไข้อย่างไม่รีบด่วนผลักไส ดังนั้นในแต่ละขณะของชีวิตที่เกิดความเจ็บปวดป่วยไข้ขึ้นมา ไม่ว่าจะหนักหรือเบาให้ถือเป็นโอกาสทองที่จิตใจจะได้ฝึกอดทนอดกลั้นต่อความเจ็บปวดป่วยไข้ และถือเป็นพื้นที่ฝึกฝนสติให้เราได้รู้เท่าทันทุกขเวทนาทางกาย ซึ่งจะทำให้เห็นจิตใจที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาพของทุกขเวทนาแต่ละขณะ จริงอยู่ความเจ็บปวดป่วยไข้หรือทุกขเวทนานั้นมีแนวโน้มสูงมากที่จะครอบงำ หรือสะกดให้เรากระสับกระส่าย หรือโกรธเคืองจนสติหลุดลอยกระเจิดกระเจิงได้ง่าย แต่หากมองอีกด้านหนึ่งนั้น จิตใจที่จะมีความมั่นคงเข้มแข็งรวมทั้งมีสติฉับไวนั้น จำเป็นต้องมีพื้นที่หล่อเลี้ยง ซึ่งหมายถึง การที่จิตใจมีโอกาสฝึกฝนผ่านประสบการณ์ตรงนั่นคือการได้สัมผัสรับรู้สภาพทุกขเวทนาอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้หากความเจ็บปวดป่วยไข้เกิดขึ้นแต่ละครั้ง เราควรหมั่นน้อมสติให้เกิดขึ้นอย่างฉับไวและบ่อยครั้ง พูดอีกแบบหนึ่งก็คือ ใช้ภาวะความเจ็บปวดป่วยไข้เป็นที่ฝึกซ้อม หรือเป็นเครื่องอยู่ของสติ เมื่อสติหรือความระลึกรู้เกิดขึ้นอย่างถี่ยิบตามธรรมชาติของมันแล้ว ก็จะทำให้เราเห็นความจริงของทุกขเวทนาอย่างชัดเจน กล่าวคือ เห็นชัดถึงรสชาติของความเจ็บปวด เห็นชัดว่าความเจ็บปวดนั้นมันครอบงำจิตใจของเราให้คิดปรุงแต่งแส่ส่ายไปอย่างไร และเห็นชัดถึงความขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอนของความเจ็บปวด ซึ่งจะทำให้จิตใจของเราเกิดปัญญาและความมั่นคงอย่างแท้จริงในที่สุด

ที่กล่าวมานี้เราก็หาควรที่จะละเลยการหมั่นเจริญสติในแต่ละขณะของชีวิตประจำวันไปได้ไม่ เพราะสติหรือการระลึกรู้ทันที่ถูกฝึกมาดีนั้นย่อมถือเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่จะทำให้สติเกิดขึ้นได้จริง ในขณะที่เรากำลังเผชิญความเจ็บปวดป่วยไข้ที่หนักหนาสาหัส เพราะการไปรอฝึกซ้อมสติตอนมีทุกขเวทนากล้านั้นยากยิ่งจะทำได้จริง ในสัปดาห์หน้ามาอ่านต่อในเหตุปัจจัยอื่นๆ  

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ