
เผยการเมืองทำเชื่อมั่นนักลงทุนถดถอย
การเมืองไทยบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน นักลงทุนต่างชาติหวังผลการเลือกตั้งครั้งนี้ และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะช่วยพาประเทศสู่ภาวะปกติ
การเมืองไทยบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน นักลงทุนต่างชาติหวังผลการเลือกตั้งครั้งนี้ และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จะช่วยพาประเทศสู่ภาวะปกติ
นายเพาเลียส คุนซินาส บรรณาธิการระดับภูมิภาคเอเชีย บริษัทอ๊อกฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ป เปิดเผยภายในงานเปิดตัวรายงานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย หรือ Report Thailand 2011 ว่า การลงทุนในประเทศไทยยังเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปี 2554 จะเป็นตัววัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนในปี 2554 และช่วงแรกของปี 2555 ซึ่งเศรษฐกิจไทยในปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 4 % ชะลอตัวลงจากปีที่แล้วที่ขยายตัวถึง 7.8 % โดยเศรษฐกิจไทยคงไม่ถดถอยในทันทีเพราะสถานการณ์ปัจจุบันยังเอื้อให้เกิดการลงทุนอยู่
ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองถือเป็นความเสี่ยงหลักภายในประเทศ ที่ทำลายความเชื่อมั่นของนักลงทุน เนื่องจากการลงทุนของภาครัฐมีระยะเวลาที่ยืดเยื้อ และมีการลงทุนน้อยเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง การบริการทางสังคม จัดเป็นความเสี่ยงที่สำคัญในการแข่งขันของประเทศ และที่ผ่านมาภาคเอกชนได้ปรับตัวกับความวุ่นวายทางการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นไทยจำเป็นต้องมีความมั่นคงทางการเมือง เพื่อแสดงศักยภาพทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นช่วงสำคัญที่จะทำให้ความเสี่ยงทางการเมืองของไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งนักธุรกิจที่ลงทุนในไทยอยู่แล้วเชื่อว่าจะมีความแตกต่างทางการเมือง แต่นโยบายที่เอื้อต่อนักลงทุนจะสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศในช่วง 18 เดือน ข้างหน้า และไทยจะต้องมีกลยุทธในการพัฒนาเศรษฐกิจที่มุ่งมั่น และต่อเนื่องจากพรรคการเมือง โดยรัฐบาลจะต้องลงทุนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา ระบบสาธารณูปโภคให้มากขึ้น
นายเดวิด ไลแมน ประธานกรรมการและผู้บริหารระดับสูงด้านวัฒนธรรมองค์กร บริษัทติลลิกีแอนด์กิบบินส์ สำนักงานกฎหมายที่ให้บริการอยู่ในประเทศไทย กล่าวว่า ไทยกำลังเตรียมการเลือกตั้งในอีกไม่กี่วัน ซึ่งจะมีการแข่งขันดุเดือด และผู้ลงคะแนนมีการแบ่งขั้วทางการเมือง ขณะนี้ทุกฝ่ายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติรอผลการเลือกตั้ง และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ชุดต่อไปว่าไทยจะเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อหรือหยุดนิ่ง โดยนักธุรกิจต่างชาติไม่ต้องการให้เกิดวิกฤตความไม่สงบเหมือนเดือน พ.ค.2553 เพราะไทยกำลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ไทยจึงต้องมีความเข้มแข็งและเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อให้ได้ประโยชน์จากเออีซี และให้ชาวต่างชาติที่อยู่ในไทยได้ประโยชน์จากเออีซีด้วย
ขณะเดียวกันไทยยังประสบปัญหาการขาดแรงงานมีฝีมือและไม่มีฝีมืออย่างมาก จึงควรให้แรงงานต่างด้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างถูกกฎหมาย โดยแรงงานต่างด้าวจะต้องได้รับการคุ้มครองและผลตอบแทนการจ้างอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ปัญหาการทุจริตเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของไทยให้มัวหมอง โดยเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกและเกิดขึ้นเพราะความไม่ใส่ใจหรือมองข้ามและการไม่เคารพกฎหมาย ซึ่งปัญหาเกิดจากผู้ทำผิดไม่มีจริยธรรม และเกิดจากความละเลยต่อหน้าที่ รวมทั้งเกิดจากความกลัวของผู้มาเรียกร้องให้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยไทยมีกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่เป็นมาตรฐานแล้วจะต้องบังคับใช้อย่างจริงจัง
นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอร่วมกับบริษัทอ็อกซ์ฟอร์ด บิสสิเนส กรุ๊ปทำหนังสือรายงานด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทยเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจต่างประเทศ และเป็นข้อมูลช่วยในการตัดสินใจให้กับนักธุรกิจต่างประเทศ รวมทั้งช่วยยืนยันให้นักธุรกิจต่างประเทศเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายส่งเสริมการลงทุน โดยไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาลหรือมีการเปลี่ยนขั้นรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งเสริมการลงทุนและเปิดรับนักลงทุนจากต่างประเทศ







