posttoday
จัดเกรดข้าวไทย รุกตลาดโลกผ่านไทยแลนด์ไรซ์

จัดเกรดข้าวไทย รุกตลาดโลกผ่านไทยแลนด์ไรซ์

22 มิถุนายน 2554

งานไทยแลนด์ ไรซ์ คอนเวนชั่น 2011 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 มิ.ย.

งานไทยแลนด์ ไรซ์ คอนเวนชั่น 2011 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 มิ.ย.

โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล

งานไทยแลนด์ ไรซ์ คอนเวนชั่น 2011 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 มิ.ย. ไฮไลต์ของงานหนีไม่พ้นการเปิดตัวมาตรฐานข้าวไทยใหม่ ผ่านสายตาของประเทศคู่ค้าและผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวจากต่างชาติกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็น 1 ในแผนตามยุทธศาสตร์การค้าข้าวไทยของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยให้ยังคงครองความเป็นเบอร์ 1 แชมป์ส่งออกข้าวโลกอยู่

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สาเหตุที่มีการจัดทำยุทธศาสตร์ค้าข้าวไทยใหม่ เพราะสถานการณ์ตลาดข้าวโลกเปลี่ยนแปลงไป การแข่งขันด้านราคาว่าใครส่งออกข้าวได้ถูกกว่า คงไม่ใช่คำตอบ แต่ทำอย่างไรที่จะเพิ่มการส่งออกข้าวในเชิงมูลค่ามากกว่าปริมาณ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะเป็น เกษตรกร โรงสี และผู้ส่งออก การจัดทำมาตรฐานข้าวไทยใหม่ จะเป็นคำตอบสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่มีพฤติกรรมการบริโภคข้าวหลากหลาย ดังนั้นจึงต้องกำหนดมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ส่งออกผลิตสินค้าขึ้นมา เพื่อไปทำตลาดแต่ละกลุ่มได้ง่ายขึ้น

จัดเกรดข้าวไทย รุกตลาดโลกผ่านไทยแลนด์ไรซ์

กลุ่มข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวที่ขึ้นชื่อของไทยและมีมูลค่าส่งออกมากสุด จากเดิมกำหนดมาตรฐานเดียวคือ ข้าวหอมมะลิ 92% หรือมีข้าวอื่นผสมได้ไม่เกิน 8% ก็จะได้เพียงตลาดเดียว ขณะที่ความจริงแล้วตลาดผู้นำเข้านำข้าวหอมมะลิของไทยไปผสมกับข้าวชนิดอื่น ตามพฤติกรรมการบริโภคคนในท้องถิ่นนั้น ซึ่งก็มีประเทศอื่นที่เห็นโอกาสตรงนี้นำชื่อเสียงของข้าวไทยไปใช้และไปผสมกับข้าวชนิดอื่น เข้าไปทำตลาดภายในประเทศนั้น ทำให้ไทยสูญเสียรายได้ทั้งๆ ที่ควรจะเป็นของไทยเอง

การกำหนดมาตรฐานข้าวไทยใหม่ที่เตรียมไว้ จะนำร่องข้าวหอมมะลิก่อน เบื้องต้นจะแบ่งเกรดเป็นมาตรฐานข้าวหอมมะลิแท้ และมาตรฐานข้าวหอมมะลิผสม โดยส่วนข้าวหอมมะลิไทยแท้ จะกำหนดเป็น 2 มาตรฐาน เนื้อข้าวหอมมะลิ 95% ผสมข้าวอื่นได้ไม่เกิน 5% กับเนื้อข้าวหอมมะลิ 92% มีข้าวอื่นผสมไม่เกิน 8% ต่างจากเดิมที่มีเพียงมาตรฐานเดียวคือมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย 92% ขณะเดียวกันยังเปลี่ยนเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิใหม่ โดยระบุข้อความให้ชัดเจนว่าเป็นข้าวชนิดใด เพื่อไม่ให้ผู้ซื้อสับสน

เรื่องมาตรฐานข้าวหอมมะลิผสม ได้กำหนดตามความต้องการของตลาดเป็นหลัก โดยมีเนื้อข้าวหอมมะลิ 80% ผสมข้าวอื่นได้ 20%

มาตรฐานที่ว่านี้ ได้นำไปประกาศที่งานไทยแลนด์ ไรซ์ คอนเวนชั่น โดยมีการจัดกิจกรรมเวิลด์ ไรซ์ สแตนดาร์ด ซัมมิต หรือการประชุมเชิงวิชาการ มีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านข้าวทั้วโลกมาร่วมสัมมนา ถือเป็นโอกาสในการเปิดตัวมาตรฐานข้าวไทยให้ทั่วโลกได้รู้ ว่ามาตรฐานข้าวไทยที่กำหนดขึ้นมาใหม่นั้นดีและมีความแตกต่างกันอย่างไร เชื่อว่าหากทำได้ตามแผน ไทยจะยังคงรักษาการเป็นผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 1 ของโลกไว้ได้เหมือนเดิม หลังจากที่ไทยครองแชมป์ส่งออกข้าวมากที่สุดมาตั้งแต่ปี 2522

 

จัดเกรดข้าวไทย รุกตลาดโลกผ่านไทยแลนด์ไรซ์

ขณะที่การส่งออกข้าวไทยปี 2554 คาดว่าจะขยายตัวเกินเป้าหมายที่กำหนด 9.5 ล้านตัน หรือได้ถึง 10 ล้านตันขึ้นไป หลังจากที่การส่งออกช่วง 5 เดือน (ม.ค.พ.ค.) มีปริมาณ 5.17 ล้านตัน มูลค่า 8.83 หมื่นล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข่งของอุตสาหกรรมข้าวไทย เพราะหากเปรียบเทียบการค้าข้าวโลกต่อปีที่ 31 ล้านตันข้าวสาร ไทยส่งออกไปตลาดโลกได้ถึงสัดส่วน 32% หรือ 1 ใน 3 ของโลก และเมื่อเปรียบเทียบรายได้ของชาวนาที่มีทั้งหมด 1617 ล้านคนกับรายได้ส่งออกข้าวที่จะเข้าประเทศถึง 1.7 แสนล้านบาท แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แต่ก็สูงที่สุดในบรรดาชาวนาทั่วโลก

นายรุจจน์ ทรัพย์นิรันดร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ผู้ส่งออกสนับสนุนการแบ่งมาตรฐานข้าวของภาครัฐ เพราะจะทำให้การทำตลาดข้าวง่ายขึ้น ถือเป็นโอกาสของข้าวไทย เพราะที่ผ่านมาตลาดผู้ซื้อในระดับล่างและระดับกลาง มักจะติดปัญหาเรื่องราคา เนื่องจากข้าวหอมมะลิของไทยมีราคาสูง ซึ่งจะบริโภคเฉพาะกลุ่มบริโภคระดับบน ทำให้ผู้ซื้อกลุ่มเหล่านี้หันไปซื้อข้าวหอมจากเวียดนาม เพราะมีราคาถูกกว่าข้าวไทย แต่หากแบ่งแยกมาตรฐานชัดเจนแล้ว ผู้ส่งออกจะสามารถนำข้าวหอมมะลิมาปนกับข้าวชนิดอื่นตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อเข้าไปทำตลาดแข่งขัน เพราะระดับราคาจะลดหลั่นกันมาตามความบริสุทธิ์ของเนื้อข้าวอยู่แล้ว

วิธีการดังกล่าว จะทำให้ยังรักษาผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกได้ เพราะมีช่องทางตลาดที่หลากหลายมากขึ้น ถือเป็นกลยุทธ์ในอนาคตและรองรับการเทรนด์ค้าข้าวโลกที่เปลี่ยนแปลงตามพฤติกรรมผู้บริโภคตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี การส่งออกข้าวปีนี้ เชื่อว่าไทยจะส่งออกเกิน 10 ล้านตันขึ้นไป แต่เป็นในแง่ปริมาณที่เพิ่มขึ้น เพราะหลายประเทศประสบภาวะภัยธรรมชาติผลผลิตลด ส่วนด้านราคาส่งออกไม่เพิ่มขึ้นมากนัก หรือเฉลี่ยแล้วยังต่ำกว่าราคาส่งออกข้าวปี 2553 เนื่องจากทั่วโลกรับรู้ว่าสต๊อกข้าวไทยยังมีมาก ทำให้ราคาจึงไม่ปรับขึ้นมากเหมือนกับปี 2551 ที่เกิดวิกฤตอาหารโลก เพราะขณะนั้นเกิดความตื่นตระหนกมากว่า

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก