
วางแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน
วันนี้ต้องขออนุญาตผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์หน้าต่างบานแรกมาตั้งแต่ต้น
วันนี้ต้องขออนุญาตผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์หน้าต่างบานแรกมาตั้งแต่ต้น
โดย...กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
เขียนถึงเรื่องที่ผมบอกว่ากำลังจะปรับปรุงบทความที่เกี่ยวกับธุรกิจครอบครัวรวบรวมเป็นเล่ม และมีผู้อ่านจำนวนมากสอบถามมาทางโพสต์ทูเดย์ว่า เมื่อไหร่จะปรับปรุงให้แล้วเสร็จเสียที
บัดนี้ความฝันและข้อสัญญาของผมนั้นได้กลายเป็นจริงแล้วครับ เพราะว่าเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2554 ที่ผ่านมานั้น หนังสือ “วางแผนสืบทอดธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืน” ที่ผมเป็นผู้เขียนได้จัดพิมพ์เผยแพร่โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเสร็จเรียบร้อย
หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมบทความตลอดเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ที่ผมได้เขียนบทความเกี่ยวกับธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าในหนังสือการเงินธนาคารและในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้พยายามปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยอย่างเต็มที่ โดยผมตั้งใจจะให้หนังสือดังกล่าวนี้เป็นประโยชน์กับธุรกิจครอบครัวไทย ไม่ว่าจะใหญ่ กลาง เล็ก ให้สามารถเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน
ผมจึงขอถือโอกาสโฆษณาในคอลัมน์นี้ ให้ท่านผู้อ่านที่ได้ติดตามบทความเรื่องธุรกิจครอบครัวไทยและผู้สนใจได้โปรดหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านกัน ผมเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ควรเป็นหนังสือคู่มือที่สมาชิกในครอบครัวทุกคนควรหาเวลาในการอ่าน แล้วนำมาวิเคราะห์ดูว่าปัญหาของธุรกิจครอบครัวของแต่ละท่านนั้น อยู่ในประเด็นทีได้กล่าวถึงในหนังสือเล่มนี้หรือไม่ เพื่อจะนำไปปรับปรุงอย่างไรในการให้ธุรกิจครอบครัวเติบโตอย่างยั่งยืน รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษากฎหมายหรือการเงิน บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษาที่ศึกษาด้านธุรกิจควรอ่านอย่างยิ่ง
หนังสือเล่มนี้ ผมจะเขียนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องทางกฎหมายเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการจัดโครงสร้างของธุรกิจครอบครัวโดยเป็นส่วนที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่องการวางแผนทางกฎหมาย โดยทั่วไปหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนที่ 1 ได้แก่ ปัญหาและแนวทางแก้ไขของธุรกิจครอบครัวซึ่งเป็นบททั่วไป
ส่วนที่ 2 นั้น เป็นเรื่องของการวางแผนทางกฎหมาย โดยผมก็จะได้พูดถึงรูปแบบการจัดโครงสร้างบริษัทครอบครัว บริษัทโฮลดิง เอกสารทางกฎหมายของธุรกิจครอบครัวที่ได้แก่ ข้อบังคับ สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น พินัยกรรม และธรรมนูญครอบครัว รวมถึงการจัดตั้งสภาครอบครัวและกองทุนหรือกงสีหรือสมาคม พร้อมทั้งตัวอย่างของกรณีศึกษาของการปรับโครงสร้างธุรกิจครอบครัวและการปรับโครงสร้างของบริษัทธุรกิจครอบครัวในการควบรวมกิจการอีกด้วย
ส่วนที่ 3 เป็นธรรมะกับธุรกิจครอบครัวอีก 4 บทด้วยกัน พร้อมกับตบท้ายด้วยข้อคิดสำหรับธุรกิจครอบครัวไทยที่เรียกว่า 5C
ถ้าหากท่านยังไม่มีเวลาเพียงพอที่จะอ่านทั้งเล่ม ก็ลองให้ได้อ่านคำนิยมต่างๆ ที่หลายท่านได้กรุณาต่อผมในการเขียนคำนิยมให้ ไม่ว่าจะเป็น ชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท. และ รมว.คลัง ดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท มิตรผล และปริญญ์ จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ซึ่งเป็นตัวอย่างของธุรกิจครอบครัวที่เจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนจนปัจจุบัน วิเชษฐ ตันติวานิช ในฐานะประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนออกก็ได้ครับ
นอกจากนี้ ยังมีบทความในกรุงเทพธุรกิจของ เรวัต ตันติยานนท์ และโสมชบา จากไทยรัฐ ก็ได้พูดถึงหนังสือเล่มนี้ด้วย ขอบคุณทุกท่านมา ณ ที่นี้
หนังสือเล่มนี้ ได้จัดพิมพ์ครั้งที่ 1 ขึ้นเป็นจำนวน 5,000 เล่ม โดยที่ทางธนาคารกสิกรไทย ซึ่งจัดหลักสูตรธุรกิจครอบครัวให้กับลูกค้าของธนาคารจัดพิมพ์ให้ 1,000 เล่ม ธนาคารกรุงเทพร่วมกับสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ หรือ CEDI มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็จัดพิมพ์อีก 1,000 เล่ม และบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ ที่ผมทำงานอยู่ก็ได้จัดพิมพ์อีก 1,000 เล่ม โดยหนังสือจำนวน 3,000 เล่มนี้ จะมีการแจกจ่ายให้กับลูกค้าของแต่ละองค์กร ส่วนที่เหลืออยู่อีกประมาณ 2,000 เล่มนั้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยได้แต่งตั้งร้านหนังสือซีเอ็ด เป็นผู้จัดจำหน่ายให้ลูกค้าในราคา 250 บาท หนังสือเล่มนี้มีจำนวน 246 หน้า
ปัจจุบันถ้าหากเทียบกับหน้าในการเขียนเล่มนี้ มีมูลค่าหน้าละ 1 บาทเท่านั้น ส่วนคุณค่านั้นผู้อ่านต้องไปคิดเอาเองครับ
สำหรับผู้อ่านที่สนใจในการเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการ ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะมีการเปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีการเสวนาเรื่องการวางแผนธุรกิจครอบครัวอย่างยั่งยืนโดย จีรเดช อู่สวัสดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จะเป็นผู้ดำเนินการเสวนาร่วมกันกับ อิสระ ว่องกุศลกิจ ปริญญ์ จิราธิวัฒน์ และตัวผมเอง ตั้งแต่เวลา 13.00-15.30 น. ในวันที่ 29 มิ.ย. 2554 นะครับ ผู้ที่สนใจก็กรุณาไปพบกันและซื้อหนังสือได้ ผมรอแจกลายเซ็นให้ทุกท่าน
นอกจากนี้ ในงานดังกล่าวผมจะได้มอบค่าลิขสิทธิ์ของหนังสือ “ควบรวมกิจการ โอกาสของธุรกิจไทย (พิมพ์ครั้งที่ 2)” กับหนังสือเล่มนี้ที่ผมได้รับรวมเป็นเงิน 3 แสนบาท ให้แก่มูลนิธิศิริราชเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในทางการแพทย์ต่อไปด้วย







