posttoday
อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ บิ๊ก Benz

อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ บิ๊ก Benz

18 มิถุนายน 2554

ผู้นำตลาดรถยนต์หรูหราในประเทศไทยอย่างเมอร์เซเดสเบนซ์

ผู้นำตลาดรถยนต์หรูหราในประเทศไทยอย่างเมอร์เซเดสเบนซ์

โดย...พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล

ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 เดือนแรกที่ผ่านมามียอดขายสูงถึง 2,040 คัน แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ดาวสามแฉกได้เป็นอย่างดี

นอกจากการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมส่งเสริมการตลาดก็เป็นสิ่งที่เมอร์เซเดสเบนซ์ จัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ล่าสุดได้จัดกิจกรรมเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ด้วยการจัดการขับรถเมอร์เซเดสเบนซ์ ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง เป็นครั้งแรกในประเทศไทย

 

อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ บิ๊ก Benz

นอกเหนือจากความน่าสนใจของกิจกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ช่วงหนึ่งของการจัดงาน อเล็กซานเดอร์ เพาฟเลอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย ได้นำทีมผู้บริหารมาร่วมเปิดใจแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจอย่างมาก เกี่ยวกับทิศทางของตลาดและปัจจัยต่างๆ ที่มีผลเกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างภาษียานยนต์ ที่เพาฟเลอร์ บอกว่า คงต้องรอรัฐบาลใหม่เป็นผู้ตัดสินใจเดินหน้าการปรับโครงสร้างภาษียานยนต์ทั้งระบบ ซึ่งในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างภาษี เห็นว่ารัฐบาลควรจะนำข้อมูลของโครงสร้างภาษีที่กำหนดหรือร่างขึ้นมา มาแสดงให้ค่ายรถยนต์ทุกค่ายดูเสียก่อน เพื่อหารือถึงข้อดีข้อเสีย ก่อนที่จะตัดสินใจเดินหน้า เพราะการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งนี้มีความสำคัญยิ่ง

“สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ รัฐบาลนำดราฟต์การปรับโครงสร้างภาษีมาให้ผู้ประกอบการทุกรายได้เห็น และได้พิจารณาร่วมกันว่าจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมในภาพรวมบ้าง ซึ่งในภาพรวมเราเห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนวิธีการจัดเก็บภาษี เพียงแต่อยากเห็นรายละเอียดก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจ ซึ่งตอนนี้คงต้องรอรัฐบาลใหม่มาเดินหน้ากันต่อ”

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของผู้ผลิตรถยนต์เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนมาใช้มาตรการเรื่องการประหยัดเชื้อเพลิง การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของรถมาใช้ในการคิดคำนวณภาษี ซึ่งเมอร์เซเดสเบนซ์ เองมีความพร้อมในการพัฒนาในทุกๆ ด้านให้สอดคล้องกับแนวนโยบายดังกล่าวอยู่แล้ว

เพาฟเลอร์ บอกว่า การทำงานของรัฐบาลในบางส่วนถือว่ามีผลกระทบต่อแผนการทำตลาดของบริษัท และทำให้บริษัทไม่สามารถแข่งขันกับผู้นำเข้าอิสระ (เกรย์) ได้ เช่น ในกรณีของการนำเข้ารถยนต์ใหม่ ที่บริษัทต้องนำรถที่นำเข้ามาจำหน่ายไป ทดสอบมาตรฐานในเรื่องต่างๆ ขณะที่พวกเกรย์สามารถนำรถเข้ามาจำหน่ายได้เลย โดยแจ้งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ไม่ต้องตรวจสอบ ทำให้ในหลายครั้งบริษัทไม่สามารรถเปิดตัวรถรุ่นใหม่ทันกับเกรย์ได้

“สิ่งที่แตกต่างระหว่างเรากับผู้นำเข้ารายย่อยก็คือ เราเป็นธุรกิจที่เป็นสีขาวทั้งหมด ขณะที่เกรย์มาร์เก็ตเป็นตลาดสีเทา เราต้องทำทุกอย่างตามกฎและข้อระเบียบที่รัฐบาลกำหนดเอาไว้ ทำให้เราอาจจะดูเหมือนล่าช้ากับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ เพราะเราต้องรอการตรวจสอบในหลายๆ เรื่อง แต่ก็อยากให้ผู้บริโภคพิจารณาในเรื่องนี้ให้ดี และเราก็ขออยู่ในพื้นที่สีขาวต่อไป”

นายใหญ่ค่ายรถยนต์ตราดาว บอกว่า ในอนาคตอันใกล้จะมีการออกมาตรการที่เข้มข้นขึ้นในการดูแลและแก้ไขปัญหาผู้นำเข้ารถยนต์รายย่อย จากในเบื้องต้นที่ได้มีการประกาศงดการตรวจสอบรถยนต์ก่อนส่งมอบลูกค้า (พีดีไอ) ให้กับรถยนต์ที่ไม่ได้นำเข้าจากตัวแทนจำหน่ายอย่างถูกต้อง ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่มีรายงานข่าวว่ายอดจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ ในกลุ่มเกรย์มาร์เก็ตลดลงไปกว่า 35% หลังการประกาศใช้มาตรการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวไม่สามารถออกมาตรการเด็ดขาดได้อย่างรวดเร็ว ต้องค่อยๆ คิด ค่อยๆ ทำ เพื่อให้เกิดผลกระทบกับลูกค้าของบริษัทให้น้อยที่สุด เพราะไม่ว่าจะซื้อรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ จากใครก็ถือเป็นลูกค้าของเมอร์เซเดสเบนซ์ ที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์และสินค้าอย่างมาก

“สิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่าสำหรับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์จากเกรย์มาร์เก็ต คือ ลูกค้าจะไม่มีความรู้มากเพียงพอในการตัดสินใจ ไม่มีข้อมูลที่ดีพอเกี่ยวกับรถ ว่าการนำรถที่ไม่ได้ปรับสเปกเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับประเทศไทยจะมีปัญหาอย่างไร รวมถึงเรื่องการให้บริการหลังการขายก็เช่นกัน เมอร์เซเดส เบนซ์ ประเทศไทย จะสต๊อกอะไหล่ตามจำนวนรถที่บริษัทขายเท่านั้น เมื่อลูกค้าที่ไม่ได้ซื้อกับเราเข้ามาใช้บริการ เราจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าของเราเป็นหลัก ผมไม่อยากให้ลูกค้าซื้อรถราคาถูกวันนี้ แต่ต้องไปจ่ายแพงหรือจอดรถทิ้งไว้เฉยๆ ทีหลัง ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีที่เกิดขึ้นจริงแล้วในประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะโดนเกรย์มาร์เก็ตแย่งชิงตลาดไปมากเท่าใด หากดูยอดจำหน่ายในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ก็ยังถือว่าน่าพึงพอใจ เพราะเมอร์เซเดสเบนซ์ มียอดจำหน่ายที่สูงขึ้นถึง 28% หรือคิดเป็นยอดจำหน่าย 2,040 คัน เมื่อเทียบกับยอดจำหน่าย 1,600 คัน ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเพาฟเลอร์ บอกว่า เป็นผลมาจากการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ ของเมอร์เซเดส เบนซ์ ก็ได้รับการพัฒนามาให้เหมาะสมกับตลาดประเทศไทยและพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมรรถนะ การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงเรื่องของการประหยัดน้ำมัน โดยเครื่องยนต์ทั้งเบนซินและดีเซลของบริษัท ทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจในการเป็นเจ้าของรถหรูตราดาวด้วยกันทั้งสิ้น

สำหรับการจัดงานทดสอบการขับขี่ 24 ชั่วโมงนั้น บริษัทมองว่าเครื่องยนต์ซีดีไอได้เปิดตัวในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งใกล้จะครบ 10 ปี และถือเป็นเครื่องยนต์ดีเซลในรถยนต์หรูที่มียอดจำหน่ายที่ดีมาก ทำให้บริษัทต้องการตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มเครื่องยนต์ดีเซล นอกจากนี้ยังเป็นการพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์ว่าสามารถใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม

“ในปัจจุบันเรามียอดจำหน่ายรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ซีดีไอประมาณ 25% ของยอดจำหน่ายทั้งหมด แต่สัดส่วนจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น เช่น ในเอสคลาส เครื่องยนต์เบนซินและดีเซลจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ในตระกูลเอ็มและอาร์คลาส เป็นเครื่องยนต์ดีเซลทั้งหมด โดยในส่วนของตระกูลซีและอี อาจจะมีสัดส่วนดีเซลที่ไม่สูงมาก ซึ่งมองว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลูกค้ารถยนต์หรูในประเทศไทย”

เพาฟเลอร์ ย้ำว่า ตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยปีนี้ ยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าจะจบลงที่ปริมาณการขายเท่าใด เนื่องจากยอดจำหน่ายในช่วงต้นปีเติบโต แต่หากดูปัจจัยประกอบอื่นๆ อาจจะไม่ค่อยดีนัก เช่น การส่งออกที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายอดจำหน่ายรถหรูในปีนี้จะทำได้ไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยจะผันผวนอยู่ที่ระดับ 11.5 หมื่นคัน เป็นอย่างต่ำในปีนี้

ทั้งนี้ บริษัทมีแผนที่จะส่งสินค้าใหม่เข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัว เมอร์เซเดสเบนซ์ เอสแอลเค 200 เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการ และมีแผนเปิดตัว ซี 250 ซีดีไอ คูเป้ เป็นลำดับถัดมา รวมถึงในครึ่งปีหลังจะมีการเปิดตัวรถยนต์กลุ่มรุ่นพิเศษ ที่ตกแต่งด้วยอุปกรณ์เพิ่มเติมมากมายอีกหลายรุ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นให้ตลาดขยายตัวไปจนถึงสิ้นปีนี้

“ปีที่แล้วเรามียอดจำหน่าย 4,748 คัน คิดเป็นเกือบ 50% ของตลาดรถยนต์หรู ทำให้เราสามารถยืนยันได้ว่าเราเป็นผู้นำในตลาด ปีนี้เราคงต้องรักษาระดับการขายของเราเอาไว้ให้ได้ไม่น้อยกว่า 50% ของตลาดรถหรู เพื่อที่จะบอกว่าเราเป็นผู้นำในตลาดนี้ต่อไปเหมือนเช่นเดิม”

ยิ่งถ้าลูกค้าชาวไทยจะหันมาซื้อรถจากตัวแทนจำหน่ายที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ เมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย ก็คงแฮปปี้มากขึ้นด้วยอย่างแน่นอน !!!  

 

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ