posttoday
โทรุ ฮาเซกาวา นิสสันต้องปรับปรุงการทำงานแบบรอบด้าน

โทรุ ฮาเซกาวา นิสสันต้องปรับปรุงการทำงานแบบรอบด้าน

10 กุมภาพันธ์ 2553

โทรุ ฮาเซกาวา กับ1 ปีแห่งการเคลื่อนไหวของนิสสันในประเทศไทย

โทรุ ฮาเซกาวา กับ1 ปีแห่งการเคลื่อนไหวของนิสสันในประเทศไทย

พิสันต์ อิทธิวัฒนกุล

โทรุ ฮาเซกาวา นิสสันต้องปรับปรุงการทำงานแบบรอบด้าน ฮาเซกาวา

เข้ามารับตำแหน่งใกล้จะครบขวบปีแล้ว สำหรับ โทรุ ฮาเซกาวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) ซึ่งต้องยอมรับว่าในรอบปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการเคลื่อนไหวที่ค่อนข้างรุนแรงของนิสสันในประเทศไทยในเกือบจะทุกด้าน

ฮาเซกาวา บอกว่าตั้งแต่เขาเข้ามีรับตำแหน่ง ก็มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรของนิสสันไปเยอะมาก มีการวางแผนงานที่ชัดเจน รวมไปถึงการตั้งวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ที่ทุกคนสามารถมองเห็นและเดินไปด้วยกันได้ เช่น นิสสัน เอโวลูชั่น แพลน แผนงานที่ชัดก็คือการทำมาร์เก็ตเชร์ให้ได้ 10% ตรงนั้นเราคงเห็นผลสำเร็จจากโครงการอีโคคาร์เป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร ที่จะต้องทำทั้งระบบ ซึ่งฮาเซกาว่า บอกว่าก่อนที่เขาจะเข้ามารับตำแหน่งนั้น นิสสัน ประเทศไทยมีการแบ่งงานที่ชัดเจน ฝ่ายการตลาดก็ทำงานไป ฝ่ายผลิตก็ทำงานไป ไม่ได้มาสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกันเท่าไรนัก

“สิ่งที่ผมทำก็คือการพยายามเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรนี้ มาเป็นการบริหารองค์กรที่เรียกว่า Cross Functional เอาหน่วยงานทั้งหมดมารวมกัน มองว่าทุกฝ่ายสำคัญเท่าเทียมกัน และต้องหาทีมเวิร์กในการทำงานในแต่ละแผนกให้ได้”

ภายใต้แผนงานดังกล่าว แต่ละฝ่ายของนิสสันจะต้องทำงานข้ามสายงานและมีการประสานงานกันอย่างใกลัชิดมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่จะทำให้ประสบความสำเร็จในอนาคตอันใกล้ก็คือการควบคุมคุณภาพในการผลิต เรื่องของสินค้า ตัวแทนจำหน่ายและการบริหารจัดการ สิ่งเหล่านี้จะต้องมาพร้อมกันและประสานงานกัน เพื่อผลักดันให้นิสสันมีการเติบโต

นอกจากนี้ ฮาเซกาวา บอกว่าจะมีการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรของนิสสัน ประเทศไทย ให้ลดจำนวนพนักงานที่เป็นคนญี่ปุ่นลง และเปลี่ยนมาเพิ่มคนไทยให้มากที่สุด ซึ่งเป็นนโยบายที่ชัดเจนของนิสสัน ในฐานะบริษัทระดับสากล ที่ต้องผลักดันภาพลักษณ์ความเป็นสากลให้ได้ ซึ่งตอนที่ฮาเซกาวามารับตำแหน่งมีชาวญี่ปุ่นทำงานอยู่ 50 คน ตอนนี้เหลือเพียง 35 คน ซึ่งเป็นการทดแทนด้วยคนท้องถิ่นทั้งหมด

“ที่ง่าย ๆ และเห็นชัดเจนก็คือเราเปลี่ยนผู้บริหารใหญ่ในส่วนของการตลาดและการขายมาเป็นคนไทย เพราะเราเชื่อว่าการเพิ่มคนงานที่เป็นคนท้องถิ่น จะทำให้ภาพลักษณ์ของนิสสันเข้าสู่ระดับสากลได้ แต่การเปลี่ยนถ่ายคงไม่ใช่เรื่องของคนอย่างเดียว แต่จะต้องมีการถ่ายโอนเทคโนโลยีและเรื่องอื่น ๆ มาจากนิสสันด้วยเช่นกัน”

ฮาเซกาว่า ยังกล่าวถึงความสำคัญของนิสสัน ในประเทศไทยว่าเป็นหน่วยงานหลักที่ดูและการบริหารจัดการในภูมิภาคนี้ โดยมีหลายแผนกที่ดูแลทั้ง 4 ประเทศ เช่น ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายผลิต ฝ่ายโลจิสติกส์และฝ่ายวางแผนผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวก็มีหลายหน่วยงานที่ดูแลเฉพาะประเทศไทย แต่หากเทียบเป็นสัดส่วนก็ประมาณ 80-90% ของอาเซียน4 จะอยู่ที่ประเทศไทย

ขณะที่สำนักงานสิงคโปร์จะเน้นไปที่เรื่องของการเงิน รวมถึงกลุ่มสนับสนุนการตลาดของมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งการที่ต้องนำเรื่องของการเงินไปไว้ที่สิงคโปร์เนื่องจากข้อกำหนดและระเบียบในประเทศไทยไม่เอื้อต่อการตั้งในประเทศไทย ซึ่งหากในอนาคตมีการแก้ไขตรงนี้ให้ทัดเทียมกับในสิงคโปร์ นิสสันก็พร้อมที่จะปรับโครงสร้างตรงนี้มาไว้ที่เดียวกันก็เป็นไปได้

สำหรับความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนหลังเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนนั้น ฮาเซกาวาบอกว่าขณะนี้ยังมีความชัดเจนว่าประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตรถปิกอัพและรถยนต์นั่ง ขณะที่อินโดนีเซียก็จะผลิตเอสยูวีและเอ็มพีวี ขณะที่มาเลเซียและฟิลิปปินส์ก็ไม่ได้ทำอะไร แค่ดูแลตลาดในประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อาจจะเห็นในอนาคตก็คือการดูว่าไทยกับอินโดนีเซียจะทำอะไรกันได้บ้าง

ทั้งนี้ ในเบื้องต้นก็คือการนำเข้าเอสยูวีอย่างเอ็กซ์เทรลเข้ามาทำตลาด รวมถึงจะมีการส่งออกอีโคคาร์ออกไปจำหน่ายทั้งอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ขณะที่ตลาดเอ็มพีวีอย่างแกรนด์ ลีวิน่า ต้องศึกษาว่าจะได้รับความสนใจจากประเทศไทยไหม เพราะเรื่องการลดภาษีนำเข้าสามารถทำได้ตามที่รัฐบาลกำหนดการใช้ชิ้นส่วนในภูมิภาคที่ 40% เป็นที่เรียบร้อย

“อย่างไรก็ตาม จะมีการนำเข้ามาทำตลาดในอนาคตหรือไม่ต้องดูกันอีกครั้ง ตอนนี้ผมมองว่าเอสยูวีมีศักยภาพมากกว่า แต่ถ้าในอนาคตศึกษาแล้วเอ็มพีวีไปได้ ก็อาจจะเข้ามา มองไปในตลาดโลก ผมยังเชื่อว่าไลท์เอสยูวีมีศักยภาพมากกว่าเอ็มพีวี โดยเฉพาะรถยนต์เอสยูวีแท้ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการได้ทุกด้านอย่างเอ็กซ์เทรล เชื่อว่ามีกลุ่มลูกค้าอยู่มากพอสมควร”

ฮาเซกาว่า ประเมินยอดจำหน่ายของนิสสันในปีธุรกิจนี้ (เมษายน 2552-มีนาคม 2553) ว่าน่าจะอยู่ที่มากกว่า 3 หมื่นคัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดไม่น้อยกว่า 5.6% จากตลาดรวมที่น่าจะปิดที่ระดับ 5.5 แสนคัน และคาดว่าในปีธุรกิจหน้า (เมษายน 2553-มีนาคม 2554) ตลาดรวมน่าจะอยู่ที่ 6 แสนคัน และนิสสันหวังว่าจะมียอดจำหน่าย 4.5 หมื่นคัน หรือคิดเป็นอัตราการขยาย 1.5 เท่า มีส่วนแบ่งการตลาด 7.5%

ทั้งนื้ การเติบโตหลัก ๆ จะมาจากรถยนต์ในโครงการอีโคคาร์ของนิสสันที่จะเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมนี้ ขณะเดียวกัน นิสสันประเมินว่าตลาดรถยนต์นั่งน่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง และทำให้บริษัทสามารถรักษายอดจำหน่ายของเทียน่าและทีด้าไปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ปิกอัพก็จะยังเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งของนิสสันในประเทศไทยต่อไป

“เราประเมินว่าหลังจากเดือนมีนาคมจะเป็นเดือนที่เรากลับมาก้าวกระโดดอีกครั้ง ซึ่งหากเห็นสัญญาณจากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ต้องถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนิสสัน กับการที่ตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กมีการเติบโตมาก เมื่อเทียบกับทั้งตลาดรถยนต์นั่งหรือตลาดปิกอัพก็ตาม ซึ่งสินค้าในโครงการอีโคคาร์ของเราก็มีการพัฒนามาเป็นอย่างดี ซึ่งผมเชื่อว่าเราพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดรถยนต์ไทยมากขึ้นแล้วในปัจจุบัน”

ฮาเซกาว่า บอกว่านอกเหนือจากการผลักดันยอดจำหน่ายแล้ว ปีนี้จะเป็นปีที่นิสสันจะต้องสร้างคุณภาพทางด้านการให้บริการให้ได้ และจะต้องแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้ได้มากที่สุด โดยจะเน้นการเพิ่มคุณภาพของตัวแทนจำหน่าย คุณภาพของการให้บริการ ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างคุณภาพในการให้บริการ เพื่อให้ลูกค้ามีความสุขที่ได้ใช้รถยนต์ของนิสสัน

และทั้งหมดนี้คือคำให้การที่ชัดเจนและตรงประเด็นจากนายใหญ่นิสสัน ประเทศไทย ที่แน่นอนว่ายังมีงานหนักและเรื่องสนุกอีกมากรอคอยเขาคนนี้อยู่ แต่จะประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหรือไม่ คงต้องรอดูกันอย่างใกล้ชิด!!!

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ