
กำไรจาก QCON ไม่มีนัยสำคัญต่อ 3 อสังหาฯ
...เจียรนัย อุตะมะ
ผลจากการที่สามบริษัทอสังหาริมทรัพย์ คือ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH) บริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) และบริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ (AP) ประกาศขายหุ้นบริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ (QCON) 51% ของทุนชำระแล้ว หรือจำนวน 204 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 4 บาท ให้กับบริษัท เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC)
ภายหลังการขายหุ้นแล้ว LH จะถือหุ้น QCON จำนวน 84,627,680 หุ้น คิดเป็น 21.16% ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของ QCON นั้น นักวิเคราะห์เชื่อว่าไม่มีนัยสำคัญต่อผลการดำเนินงานของทั้งสามบริษัท จึงยังคงคำแนะนำซื้อเช่นเดิม
อิงจากประมาณการต้นทุนในการถือหุ้น QCON ของ LH ที่ประมาณ 3.20 บาทต่อหุ้น บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ คาดว่าบริษัทจะบันทึกกำไรพิเศษ 34 ล้านบาท (ก่อนหักภาษี หรือประมาณ 24 ล้านบาท หลังหักภาษี) จากการขายหุ้นในไตรมาสแรกปี 2553
สำหรับ QH คาดว่าบริษัทจะบันทึกกำไรพิเศษก่อนหักภาษีประมาณ 85 ล้านบาท หรือ 59 ล้านบาท หลังหักภาษี ด้วยต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 3.20 บาทต่อหุ้น สำหรับ AP คาดว่าจะมีกำไรพิเศษประมาณ 105 บาทล้าน หรือ 73 ล้านบาท หลังหักภาษี อิงจากต้นทุนประมาณ 2.85 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ QCON ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายคอนกรีตมวลเบา หรือ ALC ด้วยกำลังการผลิต 12 ล้านตารางเมตร และมีส่วนแบ่งตลาด 40% โดยอัตราการใช้กำลังการผลิตของ QCON ต่ำกว่า 50% ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ยากต่อการสร้างกำไร รวมทั้งการดำเนินงานที่เพียงพอที่จะครอบคลุมต้นทุนค่าเสื่อมราคา
ทีมผู้บริหาร LH และ QCON มองว่าการขายหุ้น 51% ใน QCON (รวมทั้งสัดส่วนการถือหุ้นของ QH และ AP) ให้แก่บริษัท เอสซีจีฯ น่าจะเป็นประโยชน์ในการสร้างช่องทางในการกระจายสินค้าในซีเมนต์ไทยโฮมมาร์ท (Cement Thai Homemart) รวมทั้งเครือข่ายดีลเลอร์มากกว่า 500 เจ้าทั่วประเทศ ซึ่งจะเป็นการสร้างประโยชน์ต่อ SCG เนื่องจากคอนกรีตมวลเบาใช้ซีเมนต์เป็นวัตถุดิบ
LH ไม่มีนโยบายในการขายธุรกิจหลักทิ้ง ได้แก่ QCON และ Home Product Center PCL (HMPRO) โดยปกติ LH ใช้ผลิตภัณฑ์ของ QCON ในการก่อสร้างแบรนด์ระดับบนจากแบรนด์มัณฑนา และแบรนด์ระดับบน (HighEnd) ขณะที่แบรนด์อื่นๆ ได้แก่ ชัยพฤกษ์ ชลดา และพฤกษ์ลดา ใช้วิธี PreFabricated นอกจากนี้ในระยะสั้น บริษัทก็ไม่มีนโยบายขายธุรกิจที่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัทออกไป ได้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) เนื่องจากยังมีการดำเนินงานที่ดีและยังมีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทนี้
บล.ทิสโก้ ยังคงแนะนำ
“ซื้อ” สำหรับ LH, QH และ AP ด้วยราคาเป้าหมาย 7.30 บาท 2.82 บาท และ 7.5 บาท ตามลำดับ (เป็นราคาเป้าหมายใหม่หลังการขายหุ้นที่ถืออยู่ใน QCON)ด้านนักวิเคราะห์บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า การซื้อขายหุ้นดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบรรลุเงื่อนไข 3 ประการ ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต้องเสนอขายหุ้นให้เอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในสัดส่วน 51% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ QCON โดยต้องโอนหุ้นทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียว 2) คณะกรรมการของเอสซีจี ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และคณะกรรมการของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่มีมติอนุมัติการซื้อขายหุ้น QCON 3) ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นและสัญญาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ QCON
อย่างไรก็ตาม บันทึกข้อตกลงดังกล่าวอาจถูกยกเลิกได้ หากเงื่อนไขข้างต้นไม่บรรลุผลภายในกำหนด 1 เดือนนับแต่วันที่ทำบันทึกข้อตกลง หรือ QCON มีมูลค่าหุ้นลดลงหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
รายการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประมาณ หากรายการดังกล่าวประสบความสำเร็จภายใน 1 เดือนหลังวันเซ็นบันทึกความเข้าใจ (6 ก.พ. 2553) กำไรจากการขายเงินลงทุนใน QCON จะบันทึกได้ในไตรมาสแรกปี 2553 จากข้อมูลที่มีอยู่ บล.เคจีไอ คาดว่า AP จะบันทึกกำไรหลังหักภาษีจากการขายที่ 73 ล้านบาท คิดเป็น 4.8% เพิ่มจากประมาณการกำไรในปี 2553
สำหรับ QH กำไรหลังหักภาษีจากการขายดังกล่าวจะอยู่ที่ 59 ล้านบาท คิดเป็น 2.4% เพิ่มจากประมาณการกำไรในปี 2553 และสำหรับ LH กำไรหลังหักภาษีจะอยู่ที่ 23 ล้านบาท คิดเป็น 0.6% เพิ่มจากประมาณการกำไรในปี 2553
บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คงประมาณการและคำแนะนำเดิมสำหรับ AP, LH และ QH เนื่องจากรายการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประมาณการกำไรสำหรับ AP, LH และ QH จึงคงประมาณการและคำแนะนำเดิม (ซื้อ) สำหรับหุ้นดังกล่าว







