
เอสซีจี เผยตลาดพลาสติกชีวภาพโตต่อเนื่อง
เอสซีจี เคมิคอลส์ ระบุความต้องใช้พลาสติกชีวภาพโตต่อเนื่อง แต่หน่วยงานภาครัฐต้องช่วยเหลือด้านภาษี เหตุต้นทุนแพงกว่าเม็ดพลาสติกปกติ 4 เท่าตัว
เอสซีจี เคมิคอลส์ ระบุความต้องใช้พลาสติกชีวภาพโตต่อเนื่อง แต่หน่วยงานภาครัฐต้องช่วยเหลือด้านภาษี เหตุต้นทุนแพงกว่าเม็ดพลาสติกปกติ 4 เท่าตัว
นายยุทธนา เจียมตระการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โพลิโอเลฟินส์ ในเครือเอสซีจี เคมิคอลส์ เปิดเผยว่าปัจจุบันความต้องการใช้เม็ดพลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพในตลาดโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตามกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยมีคาดการณ์ความต้องการเม็ดพลาสติกย่อยสลายจะมีสูงถึง 3.2 ล้านตัน ในปี 2563 ซึ่งการเติบโตสูง 15% คาดว่าเม็ดพลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพจะเข้ามาสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า
“ความต้องการใช้เม็ดพลาสติก ชีวภาพนั้นยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ต้นทุนในการผลิตสูงกว่าพลาสติกปกติ 4 เท่าตัว ทำให้เมื่อโรงงานซื้อไปผลิตเป็นถุงพลาสติกชีวภาพจึงมีต้นทุนสูงมาก จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐ และเอกชนเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น เช่นอัตราภาษีมากขึ้น จะทำให้ราคาถุงพลาสติกของสินค้าประเภทนี้ถูกลง” นายยุทธนากล่าว
อย่างไรก็ตามในปีนี้บริษัทฯมีแผนจะผลิตเม็ดพลาสติกชีวภาพจำนวน 50 ตัน โดยจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนื้ ซึ่งหากตลาดให้การตอบรับที่ดี บริษัทฯมีแผนจะเพิ่มกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกเพิ่มในอนาคต สำหรับเม็ดพลาสติกย่อยสลายทางชีวภาพ 100% ที่บริษัทฯคิดค้นขึ้นนั้นผลิตจากแป้งมันสำปะหลังผสมกับพลาสติกชีวภาพ สามารถฝั่งกลบแล้วจะแปลงเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและดิน ที่สามารถนำไปใช้ปลูกพืชต่อไปได้ โดยผ่านการรับรองจากสถาบัน DIN CERTCO ของประเทศเยอรมันถึงความปลอดภัยของเทคโนโลยีที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และยังได้รับมาตรทางด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจาก เอสซีจี อีโคแวลูร์
ด้านนายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล กรรมการและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพไทยกล่าว ปัจจุบันผู้ประกอบการโรงงานผลิตพลาสติกในไทย ได้มีการส่งออกพลาสติกแปรรูป 200-300 ตัน ต่อปี ซึ่งผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตพลาสติกชีวภาพเนื่องจากมีความพร้อมทั้งในด้านวัตถุดิบชีวมวล ( Biomass) เช่นมันสำปะหลัง และอ้อย







