
หยุดจับเสือมือเปล่า
หุ้นยังไม่ถึงก้นเหวเล่นสั้นเจ็บตัวตลาดเชื่อต่างชาติกลับไตรมาส3
หุ้นยังไม่ถึงก้นเหวเล่นสั้นเจ็บตัวตลาดเชื่อต่างชาติกลับไตรมาส3
หุ้นเละเป็นโจ๊ก เตือนนักเก็งกำไรหยุดจับเสือมือเปล่า เครดิตสวิสเชียร์ซื้อหลายตัว ดอยช์ แบงก์ให้สลับหุ้นธนาคาร
ตลาดหุ้นไทยยังหาจุดต่ำสุดไม่เจอ นักลงทุนต่างชาติยังไม่หยุดขายหุ้นหลังจากโบรกเกอร์ต่างประเทศดาหน้าลดน้ำหนักตลาดหุ้นไทย ล่าสุดบริษัทเครดิตสวิสออกมาซ้ำโกลด์แมน แซคส์ ทำให้ราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวลงแรงได้อีก
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เครดิตสวิสได้เพิ่มน้ำหนักหุ้นปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) หุ้นพลังงาน และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ขณะเดียวกันได้ลดการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคาร อสังหาริมทรัพย์ และท่องเที่ยว
ด้านดอยช์แบงก์แนะนำว่า ราคาหุ้นแบงก์ตอนนี้เป็นจังหวะให้ซื้อและให้เปลี่ยนตัวเล่น จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) และบริษัททุนธนชาต (TCAP) เป็นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กรุงไทย (KTB) และไทยพาณิชย์ (SCB)
นายอดิศักดิ์ คำมูล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นไทยปรับตัวลงแรงกว่าหุ้นภูมิภาค เพราะสัดส่วนกว่า 50% เป็นหุ้นพลังงานและธนาคาร เมื่อต่างชาติมีการขายเพื่อลดความเสี่ยงและล็อกกำไรไว้ ก็จะขายหุ้นใน 2 กลุ่มนี้ก่อน
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงแรงขณะนี้เป็นโอกาสซื้อและซื้อหุ้นได้ทั้งตลาด เพราะคาดว่าอัตราผลตอบแทนจะสูงกว่าความเสี่ยงแล้ว และผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนก็ยังอยู่ในระดับที่ดี
“ผมมองว่าดัชนีไม่น่าจะหลุดแนวรับสำคัญแรกที่ 1,010 จุด และหากหลุดไปมองว่าแนวรับที่ 1,002 จุดน่าจะรับอยู่” นายอดิศักดิ์ กล่าว
นายปริญทร์ กิจจาทรพิทักษ์ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟาร์อีสท์ เปิดเผยว่า ดัชนีมีโอกาสดีดขึ้นได้ทางเทคนิค เพราะเริ่มเห็นสัญญาณแนวรับที่ 1,009 จุด เมื่อดัชนีแตะระดับนี้หุ้นรีบาวด์ได้แต่ยังไม่แรง เพราะนักลงทุนยังไม่มั่นใจจึงรีบขายทำกำไรก่อน
กลยุทธ์การลงทุนช่วงนี้นักลงทุนเก็งกำไรระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มที่เล่นหักกลบราคาค่าซื้อและค่าขายในวันเดียวกัน (เน็ตเซตเทิลเมนต์) แนะนำชะลอลงทุนเพราะมีโอกาสเจ็บตัวสูงจากดัชนีผันผวน
สำหรับนักลงทุนระยะกลางระยะยาวทยอยเก็บสะสมหุ้นได้โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ที่หลายตัวราคาต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน
นางเทียนทิพ สุพานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า นักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ตการลงทุนในหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงไปหาสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าอย่างทองคำและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มในระยะยาวปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ยังดีต่อเนื่อง คาดปีนี้กำไรจะเติบโต 20% ขณะที่หุ้นไทยยังครองแชมป์การจ่ายเงินปันผลสูงสุดในเอเชีย ณ สิ้นเดือน พ.ค. จ่าย 3.57% ตามด้วยมาเลเซียจ่ายปันผล 3.51%
นางเทียนทิพ มั่นใจว่าเม็ดเงินต่างชาติจะกลับเข้ามาไตรมาส 3 เพราะสถานการณ์การเมืองจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง และหากมี QE 3 ก็จะส่งผลดีกับตลาดหุ้น
ขณะที่สภาพคล่องทางการเงินในโลกยังมีสูงมากและจำเป็นต้องหาที่ลงทุน ซึ่งถ้าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ดี ภาวะการเงินยุโรปยังไม่ฟื้น เม็ดเงินก็ต้องไหลเข้าไปตลาดหุ้นกลุ่มประเทศเกิดใหม่ ทั้งภูมิภาคเอเชียและละตินอเมริกา หรือยุโรปเกิดใหม่
“ปกติปัจจัยการเมืองมีผลกระทบกับตลาดหุ้นเพียงระยะสั้น เห็นจากที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อปีที่ผ่านมา ดัชนียังปรับขึ้นได้ต่อ ขณะที่นักลงทุนมองระยะยาวโดยดูปัจจัยพื้นฐานของ บจ.เป็นสำคัญ”นางเทียนทิพ กล่าว
ด้านภาวะตลาดหุ้นในเดือน พ.ค. ต่างชาติขายสุทธิ 16,698 ล้านบาททำให้ดัชนีปิดที่ระดับ 1,073.83 จุด ลดลง 1.80% จากเดือน เม.ย. แต่ยังคงเพิ่มขึ้น 3.98% จากสิ้นปี 2553 ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียรองจากเกาหลีใต้







