
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (lnflation Linked Bond)
โดย...จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง
โดย...จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง
ความเป็นมาของ ‘พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ’ จากอดีตสู่ปัจจุบัน
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อถูกคิดค้นและนำมาใช้ครั้งแรกช่วงประมาณปี 2499 โดยประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งประสบกับสภาวะเงินเฟ้อสูง (Hyper Inflation) ทำให้การกู้เงินและลงทุนในเครื่องมือที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ไม่เป็นที่นิยม ขึ้นมาเพื่อปิดความเสี่ยงเกี่ยวกับการสูญเสียมูลค่าของเงินลงทุนไปอันเนื่องมาจากเงินเฟ้อ ดังนั้นรัฐบาลของประเทศเหล่านั้นจึงได้คิดค้นและออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อให้เป็นเครื่องมือหลักในการระดมทุน และการลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงของความผันผวนของอัตราเงินเฟ้อที่สูงมากในอนาคต
ในช่วงปี 2525–2535 ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของเงินเฟ้อที่ไม่สูงมากนัก เริ่มออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป การออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อในทวีปยุโรปมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนของภาครัฐ รวมถึงขยายฐานนักลงทุน โดยในปี 2524 ประเทศแรกที่เริ่มพัฒนาให้พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อเป็นทางเลือกในการระดมทุนหลักอีกเครื่องมือหนึ่ง ได้แก่ สหราชอาณาจักร จากนั้นประเทศอื่นๆ ก็เริ่มทยอยออกตามมา เช่น ฝรั่งเศส อิตาลี อย่างไรก็ตามรูปแบบของพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อที่ออก ยังมีความหลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ทำให้พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อยังไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุนมากนัก
พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อได้รับความนิยมถึงจุดสูงสุดในปี 2540 เมื่อประเทศสหรัฐได้ดำเนินการออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อเรียกว่า Treasury Inflation Protected Security (TIPS) และได้ดำเนินการออกอยู่เป็นประจำ โดยในปัจจุบันสหรัฐนับเป็นประเทศที่ออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อที่มียอดคงค้างที่มากที่สุดในโลก ทำให้รูปแบบพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อที่สหรัฐใช้ (Capital Indexed Bond) ได้กลายเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงที่สุด และประเทศต่างๆ ที่เคยได้ออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อไปแล้ว หรือเริ่มออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อก็ได้ปรับมาใช้รูปแบบ Capital Indexed Bond (มีการจ่ายดอกเบี้ยที่ต่ำ แต่รักษาอำนาจซื้อของ ทั้งเงินเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของนักลงทุนทั่วโลกสำหรับประเทศในทวีปเอเชีย ประเทศแรกที่ได้ดำเนินการ ออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2547
ความเป็นมาของการออกพันธบัตรผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อของประเทศไทย : ประเทศแรกในตลาดเกิดใหม่
ตลาดตราสารหนี้ถือเป็น 1 ใน 3 เสาหลักทางการเงินของประเทศไทยร่วมกับตลาดตราสารทุน (ตลาดหุ้น) และตลาดสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ โดย ณ สิ้นปี 2554 มูลค่าตลาดของทั้ง 3 เสาหลัก อยู่ที่ระดับใกล้เคียงกันที่ร้อยละ 60-70 ของ GDP ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้สื่อถึงความ “สมดุล” ในวันนี้ ประเทศไทยมีตลาดทุนที่มีเสถียรภาพ สามารถเป็นแหล่งระดมทุนที่มั่นคงของทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเป็นแหล่งเงินออมและลงทุนที่มีคุณภาพของประชาชนด้วย
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้พัฒนาตลาดตราสารหนี้อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านการสร้างพันธบัตร Benchmark (รุ่นอายุ 5 7 10 15 20 และ 30 ปี) และเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2554 ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ออกพันธบัตร รุ่นอายุ 50 ปีเป็นครั้งแรก ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ 4 ในโลกที่สามารถออกพันธบัตรรุ่นอายุ 50 ปีได้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2554 นี้ สบน. ได้หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดในเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกตราสารหนี้ที่ Sophisticate มากขึ้น เช่น พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation Linked Bond) การปรับปรุงระบบผู้ค้าหลัก ตลอดจนการเร่งสร้างบทบาทของประเทศไทยในเวทีตลาดตราสารหนี้ระหว่างประเทศ เช่น CGIF (Credit Guarantee Investment Facilities) ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับตลาดตราสารหนี้ของไทยให้ทัดเทียมกับสากล ซึ่งเมื่อช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสหารือกับ ADB ก็ได้รับการยืนยันว่า ตลาดตราสารหนี้ของไทยถือเป็นตลาดที่มีการพัฒนารวดเร็วที่สุดในเอเชีย
จากนโยบายไทยเข้มแข็งของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการขยายตัวสูงสุดถึงร้อยละ 7.8 ในปี 2553 จากที่ติดลบถึงร้อยละ 2.3 ในปี 2552 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2554 ที่ร้อยละ 4 ซึ่งเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัว สิ่งที่จะตามมากับการฟื้นตัวก็คือ “เงินเฟ้อ” โดยในปี 2554 ธปท. คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะขยายตัวสูงถึงร้อยละ 3.9 ตรงนี้เอง ผมคิดว่าจะเป็นความกังวลของนักลงทุนทั้งสถาบันและผู้ออมรายย่อยที่จะต้องพยายามหาแหล่งลงทุนที่มีผลตอบแทนที่สามารถชนะเงินเฟ้อให้ได้ อย่างไรก็ตาม ผมมองในแง่บวกว่าการกลับมาของปัญหาเงินเฟ้อในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีของ สบน. ที่จะนำเสนอพันธบัตรรัฐบาลชนิดใหม่ที่มีผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ หรือที่เรียกกันว่า “พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ” ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือมีผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อตลอดอายุของพันธบัตรฯ
ดังนั้น ในปี 2554 นี้ สบน. จึงได้กำหนดออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อของไทยเป็นครั้งแรกในช่วงต้นเดือน ก.ค. 2554 ในวงเงินไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท รุ่นอายุ 10 ปี เพื่อให้เป็นทางเลือกในการลงทุนและบริหารความเสี่ยงของนักลงทุนในช่วงที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงเช่นในปัจจุบัน นอกจากนั้นพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการบ่งชี้ถึงระดับของการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของประเทศไทย ที่มีความหลากหลายและสามารถตอบโจทย์ให้แก่นักลงทุนทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนที่ต้องการรักษาอำนาจซื้อจากการเปลี่ยนแปลงของเงินเฟ้อ โดยรัฐบาลจะจ่ายส่วนชดเชยเงินเฟ้อบนเงินต้นคืนให้กับนักลงทุนพร้อมกับเงินต้นที่ 100% ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งถือเป็นการรักษาอำนาจซื้อได้อย่างสมบูรณ์ โดยพันธบัตรดังกล่าวเหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการออมเงินเพื่อที่จะใช้ในอนาคตข้างหน้า เช่น เพื่อการเกษียณ เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่ธนาคารตัวแทนจำหน่าย 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย
การออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกในการพัฒนาเครื่องมือที่มีรูปแบบและโครงสร้างแตกต่างจากเครื่องมือชนิดอื่นที่มีในประเทศไทย ซึ่งจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตอันใกล้นี้พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อจะสามารถเป็นเครื่องมือทางเลือกของการระดมทุนทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นทางเลือกในการลงทุนและกระจายความเสี่ยงของนักลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถยกระดับตลาดตราสารหนี้ไทยให้ทัดเทียมกับประเทศอื่นทั่วโลก







