posttoday
5พรรคฉายวิสัยทัศน์สร้างตลาดทุนไทย

5พรรคฉายวิสัยทัศน์สร้างตลาดทุนไทย

03 มิถุนายน 2554

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ประชันวิสัยทัศน์

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของ 5 พรรคการเมืองใหญ่ประชันวิสัยทัศน์

ถึงแนวทางการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยเฉพาะ 3เรื่องเร่งด่วนที่จะลงมือทำเมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ ตามคำเชิญของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

“กรณ์ จาติกวณิช” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า ปชป.มีแผนชัดเจนในการพัฒนาตลาดทุนและ ปชป.ก็เป็นรัฐบาลแรกที่ผลักดันให้เกิดแผนพัฒนาตลาดทุนสำเร็จ และยังสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องเห็นชัดเจนจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีหุ้น การเข้ามาระดมทุนของภาคธุรกิจในตลาดทุนทั้งผ่านตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้

 

5พรรคฉายวิสัยทัศน์สร้างตลาดทุนไทย

สำหรับสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นกับตลาดทุนในช่วง 4 ปีข้างหน้าคือการพัฒนาตลาดทุนให้มีศักยภาพและแหล่งระดมทุนของธุรกิจทุกขนาดทั้งการระดมทุนผ่านตราสารหนี้และตราสารทุน

สิ่งสำคัญที่ ปชป.จะเน้นมี 4 เรื่องคือ1.การเพิ่มสินค้าและการมีสินค้าที่ดี 2.เพิ่มสภาพคล่องของตลาดหุ้น 3.ราคาสินค้าที่เหมาะสมและ 4.เรื่องการบริหารกิจการที่ดีหรือซีจี ที่จะมุ่งเรื่องความโปร่งใส

“เราจะนำมาตรการทางภาษีมาสนับสนุน ซึ่งที่ผ่านมาได้อนุมัติภาษีสำหรับธุรกิจขนาด กลางและขนาดเล็กที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอหรือ MAI เพื่อขยายฐานบริษัทจดทะเบียนให้มากขึ้นเพราะปัจจุบันจะเห็นว่ามีธุรกิจขนาดกลางและเล็กกว่า 2,000 บริษัทที่มีศักยภาพที่จะเข้าตลาด แต่ตลาด MAIมีเพียง 70 บริษัทเท่านั้นนอกจากนี้จะเพิ่มบทบาทของตลาดทุนให้เป็นแหล่งทุนของบริษัทในอินโดจีนด้วย”

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่จะทำ 3 เรื่องหากได้เป็นรัฐบาล 1.เพิ่มคุณภาพสินค้าที่จะต้องดีและมีความหลากหลาย ซึ่งที่ผ่านมามีการพูดถึงการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาด แต่อยากถามว่าหากนำโรงไพ่หรือทีโอที (องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย) เข้ามาซื้อขาย นักลงทุนจะให้ความสนใจหรือไม่ คำตอบคือไม่

ดังนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือการผลักดันให้

พ.ร.บ.ร่วมทุนเกิดขึ้น เพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน และหากเป็นโครงการที่สร้างผลตอบแทนดีในระยะยาวก็สามารถนำเข้าตลาดหุ้นได้

ขณะเดียวกันจะดูแลโครงสร้างพื้นฐานของตลาดทุน เพื่อให้ต้นทุนการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง หรือต้นทุนในการระดมทุนต่ำลง รวมถึงสนับสนุนให้เกิดอาเซียนแอสเซทคลาส

2.พัฒนาฐานนักลงทุนที่มีคุณภาพ เช่นการสร้างนักลงทุนสถาบันขึ้นมา ซึ่งการจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติกำลังจะเกิดขึ้น หลังจากนี้ตลาดทุนไทยก็จะมีกองทุนขนาดใหญ่ทั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนประกันสังคม (สปส.) และ 3.สร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดทุนเพื่อเป็นแหล่งเงินทุนของธุรกิจ

“หากดูนโยบายของแต่ละพรรคไม่ได้แตกต่างกันมากและเห็นตรงกันเช่น การนำตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าเข้ามาอยู่ภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แต่ที่ผ่านมาทำไม่ได้เพราะ ปชป.ไม่ได้ดูแลกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้น หลังจากนี้คงต้องดูกันอีกครั้ง”

“โอฬาร ไชยประวัติ” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดทุนคือ เพิ่มความสามารถการแข่งขันธุรกิจไทยในระดับสากล มีนโยบายหลักในการลดภาษีนิติบุคคลจากอัตรา 30% ของกำไรสุทธิเหลือ 23% ในปีหน้า และเหลือ 20% ในปีถัดไป เพื่อจะจ่ายภาษีเทียบเท่ากับฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย

ส่วนแผนระยะสั้น ภายใน 6 เดือนจะดำเนินการ 3 เรื่อง 1.การรวมตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าให้อยู่บนรูปแบบการซื้อขายเดียวกันจากปัจจุบันแยกกันอยู่ระหว่างตลาดอนุพันธ์ (TFEX) และตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (AFET) 2.เพิ่มสภาพคล่องสำหรับการซื้อขายในตลาดตราสารหนี้ และ 3.การสร้างผู้จัดการลงทุนระดับนานาชาติ ให้ได้ 500 คน ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนไทยเท่านั้นอาจมีการดึงคนต่างชาติเข้ามาร่วม รองรับการมีกองทุนการออมแห่งชาติ (กบช.) เพื่อเพิ่มประโยชน์ให้กับผู้ออมของประเทศ

“เกษมสันต์ วีระกุล” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พรรคมีนโยบายชัดเจนในการวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับประชาคมอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 เพราะหากมีแผนยุทธศาสตร์ดีก็จะทำให้ประเทศไทยได้รับโอกาสทองแต่ในทางกลับกันหากไม่มีแผนก็ทำให้ล้มละลายได้

นอกจากนี้จะดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพราะใน 10 ปีข้างหน้าจะต้องการลงทุนมากถึง 5.5 ล้านล้านบาท ดังนั้นจะมีการปรับโครงสร้างภาษีหรือปฏิรูปภาษีให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้และภาษีไทยจะต้องอยู่ในระนาบเดียวกันกับประเทศอื่นๆ และหากแตกต่างจะบวกลบไม่เกิน 10% และจะต้องเปลี่ยนแปลงได้ทันเวลา

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่จะทำคือการขจัดการเก็งกำไรในตลาดหุ้นให้หมดไปเพราะทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยถูกมองว่าเป็นบ่อนการพนันและยังมีข่าวลือว่าในการรับบริษัทเข้าตลาดหุ้น หากเจรจาดีๆ ก็ไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด

“เราจะดูแลในเรื่องนี้รวมถึงดูแลนักลงทุนด้วย เพราะที่ผ่านมาพบการทุจริตในตลาดทุนเยอะ เช่นการทำบัญชี การเก็งกำไร การสร้างราคาหุ้น และการผ่องถ่ายทรัพย์สิน ซึ่งสถิติคดีมีการกล่าวโทษกว่า 220 เรื่อง แต่ถูกลงโทษจริงๆ เพียง 12 รายเท่านั้น และ 2 ใน 3 ของการทำผิดมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และ 3.นำบทเรียนจากต่างประเทศมาใช้ในการพัฒนาการดูแลตลาดทุนและหุ้น”

“กรพจน์ อัศวินวิจิตร” หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน กล่าวว่า จะดูแลตลาดทุนให้มีธรรมาภิบาล (ซีจี)ที่ดีโดยจะให้หน่วยงานกำกับทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีการเปิดเผยผลการประชุมและวาระการประชุมต่อสาธารณชนด้วย

พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน จะสนับสนุนให้เกิดการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสนับสนุนให้เกิดการควบรวมกิจการ และเพิ่มสินค้าในตลาด เช่น การนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์และเพิ่มความหลากหลายของสินค้า

“ทุกวันนี้ในตลาดหุ้นมากกว่า 40%ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) อยู่ที่กลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์”

นอกจากนี้ยังจะพัฒนาตลาดทุนเป็นแหล่งเงินของธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนตลาดเงินไว้เกื้อหนุนธุรกิจขนาดกลางและเล็ก เพื่อทำให้เกิดดุลยภาพทางเศรษฐกิจ

ประเทศไทยจะต้องปรับปรุงในทุกมิติของเศรษฐกิจเพื่อให้พร้อมรับมือกับการแข่งขันในตลาดโลก และจะต้องมีต้นทุนที่จะสามารถแข่งขันได้ ซึ่งเรื่องเร่งด่วน ที่จะลงมือทำคือ1.การสนับสนุนให้เกิดการควบรวมกิจการ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการแข่งขัน รวมถึงการสร้างโอกาสในการไปซื้อกิจการในต่างประเทศด้วย2.สนับสนุนให้รัฐบาลประเทศต่างๆ สามารถออกบอนด์ในรูปเงินบาทเพื่อเปิดกลยุทธ์และรับมือกับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 และทำให้ตลาดทุนไทยมีบทบาทสำคัญในอินโดจีน 3.ปรับเปลี่ยนวิธีการนำบริษัทเข้าตลาดหุ้น ที่ปัจจุบัน ก.ล.ต.จะเป็นผู้อนุมัติ

“สรยุทธ เพ็ชรตระกูล” ผู้อำนวยการการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตลาดทุนจะแข่งขันในเวทีโลกได้ ดังนั้น จึงอยากเห็นการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ การเปิดเสรี ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ การกำกับดูแลต้องมีธรรมาภิบาลโปร่งใส

ทางด้านข้อเสนอของสภาธุรกิจตลาดทุนต่อว่าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า มี 3 เรื่องที่อยากนำเสนอผู้แทนพรรค และให้ช่วยผลักดันและเร่งให้เกิดขึ้นโดยเร็ว คือ 1.เร่งแปรรูปตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะนี้เหลือเพียงไทยและจีน 2.ประเทศในโลกนี้ที่ยังไม่แปรสภาพตลาดหลักทรัพย์จะทำให้มีโครงสร้างเหมือนกับบริษัททั่วไป ทำอะไรได้คล่องตัว

ขณะที่งานด้านพัฒนาตลาดทุนสามารถดำเนินการผ่านสถาบันกองทุนเพื่อพัฒนาตลาดทุนได้ถือว่าจะมีส่วนช่วยตอบโจทย์หลายด้านและตลาดทุนไทยยังมีโอกาส เพราะ บริษัทไทย 1,000 อันดับแรก เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เพียง 187 รายเท่านั้น เหลืออีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าตลาดหุ้น หากสามารถทำได้จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

2.การพัฒนาให้คนมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเรื่องการลงทุน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่สินค้าในตลาดทุนไทยมีน้อย แม้ว่าสถาบันต้องการออกและเสนอขาย แต่หาผู้สนใจลงทุนลำบาก เช่น หุ้นกู้แปลงสภาพ และ3.การสร้างแบรนด์ให้กับตลาดทุนไทย

 

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย