
Crisis Watch
PIMCO มองอนาคตเศรษฐกิจโลก(ตอนจบ)PIMCO มองอนาคตเศรษฐกิจโลก ตอน 2 (จบ)
PIMCO มองอนาคตเศรษฐกิจโลก(ตอนจบ)PIMCO มองอนาคตเศรษฐกิจโลก ตอน 2 (จบ)
โดย..สืบศักดิ์ สืบสายอ่อน
7) PIMCO ได้ประเมินสถานการณ์เสี่ยงใน 2 รูปแบบ คือ ความเสี่ยงด้านปลายหางด้านขวา (Right Tail) ซึ่งมีที่มาจากโค้งระฆังคว่ำทางสถิติ (Normal Curve) ซึ่งปลายหางด้านซ้ายจะเป็นกรณีแย่เกินคาด ตรงกลางจะเป็นค่าเฉลี่ยปกติ และปลายด้านขวาจะเป็นกรณีที่ดีเกินคาด ในกรณีปลายหางด้านขวานี้ ประเมินว่ามี 3 กรณี คือ
กรณีที่ 1 นักการเมืองสหรัฐและประชาชนสหรัฐสามารถหาฉันทามติเป็นหนึ่งเดียวในทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นเมื่อ 60 ปีก่อน ที่สหภาพโซเวียตปล่อยดาวเทียมสปุตนิกขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งถ้าฉันทามติเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเกิดขึ้นกับในปัจจุบัน สหรัฐสามารถที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในปัจจุบันลงได้ เช่น การขาดดุลการคลังในระยะกลาง การสร้างงาน และยกระดับขีดความสามารถเชิงแข่งขันระหว่างประเทศของสหรัฐให้กลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้
กรณีที่ 2 คือ สหภาพยุโรป “ยอมรับความเป็นจริง” ด้วยการปรับโครงสร้างสมาชิกเงินสกุลยูโรโซนเสียใหม่ เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาหนี้สาธารณะและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราที่สูงได้ นัยนี้คือ จะต้องมีบางชาติในสกุลเงินยูโรปัจจุบันที่ฐานะการคลังอ่อนแอ จะต้องออกจากระบบยูโรโซน
และกรณีที่ 3 ชาติกำลังพัฒนาได้ปลดปล่อยพลังการบริโภคของคนในประเทศ เพื่อส่งผลกระทบไปยังภาคการผลิตและภาคการบริโภคของโลก ซึ่งปัจจุบันนั้นไม่สมดุล เพราะชาติตะวันตกบริโภคเกินไปจนเป็นหนี้สินล้นพ้นตัว ขณะที่ชาติกำลังพัฒนาออมมากเกินไป หรือบริโภคน้อยเกินไป
สถานการณ์ที่ 2 คือ ความเสี่ยงด้านปลายหางด้านซ้าย (Left Tail) ซึ่งเป็นกรณีที่แย่เกินคาดนั้น คือ ศักยภาพในการก่อหนี้ของประเทศพัฒนาแล้วนั้นถึงขีดจำกัด ไม่สามารถก่อหนี้ใหม่ต่อเนื่องโดยที่ไม่ได้จัดการหนี้เดิม เพราะจะก่อให้เกิดปัญหาการกระจายรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งจะส่งผลให้สายใยสังคมนั้นถูกกัดกร่อน
นอกจากนี้ การว่างงานเรื้อรังจะทำลายผลิตภาพและทักษะของแรงงาน ซึ่งส่งผลให้แรงงานหนุ่มสาวจากที่ว่างงานในปัจจุบันเป็นไม่สามารถทำงานได้ สุดท้ายการที่นักการเมืองแก้ปัญหาแบบขอไปทีตลอดเวลาด้วยการหลีกเลี่ยงการลดรายจ่ายการคลังและการขึ้นภาษี ผลคือประสิทธิผลและความยืดหยุ่นของนโยบายจะลดลง และจะกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและสร้างความเสียหายในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโดยไม่ได้ตั้งใจ
8) ด้านนัยต่อกลยุทธ์การลงทุนนั้น PIMCO ประเมินดังนี้
8.1) นักลงทุนควรตระหนักว่าผลตอบแทนจากการลงทุนที่เอามาจากอนาคตนั้นถึงขีดจำกัด โดยเฉพาะผู้ลงทุนในประเทศพัฒนาแล้ว เพราะต่อไปประเทศพัฒนาแล้วเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลดรายจ่ายการคลังและขึ้นภาษี รวมทั้งเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ดังนั้นผลตอบแทนจากภาวะปัจจุบันและอดีตที่ดีเกินคาดจากการกดดอกเบี้ยต่ำมาก การอัดฉีดสภาพคล่องในรูปของ QE1 และ 2 ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว
8.2) การจัดสรรการลงทุนควรจะลดผลกระทบเชิงลบจากนโยบายการกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าความเป็นจริง (Financial Repression) ด้วยการป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเงินเฟ้อในอัตราที่สูง และอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า และพยายามมองหาสินทรัพย์ที่ลงทุนด้วยการพิจารณาไปที่ปัจจัยความแข็งแกร่งของงบดุล และอัตราขยายตัวของรายได้เป็นหลัก
8.3) คุณภาพของสินทรัพย์นั้นจะแตกต่างกัน ดังนั้นการเลือกลงทุนในหลักทรัพย์จะต้องเลือกอย่างระมัดระวัง พันธบัตรรัฐบาลจะได้อิทธิพลจากความแตกต่างของประเทศต่างๆ ที่จะลดรายจ่ายการคลัง ความน่าเชื่อถือทางการเงิน การกดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าความเป็นจริง และการที่ธนาคารกลางบางประเทศอาจจะปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลตนเอง (Monetization) ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อเร่งตัว และอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลงอย่างมาก
สำหรับประเทศพัฒนาแล้ว นักลงทุนควรลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศ ขณะที่ลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาต้องทำตรงข้าม ด้วยการลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทที่มีรายได้หลักจากตลาดภายในประเทศนั้นๆ การลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยนควรเน้นถือครองสกุลเงินประเทศกำลังพัฒนาที่มีค่าเงินต่ำกว่าความเป็นจริง หรือมีมูลค่าเหมาะสม รวมทั้งมีงบประมาณภาครัฐที่แข็งแกร่ง มีหนี้สาธารณะที่ต่ำ สินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัด โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ และโภคภัณฑ์ที่มีความสามารถในการเก็บรักษามูลค่าการลงทุนไม่ให้ลดลงได้ เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
8.4) นักลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงทั้งสองสถานการณ์ที่ระบุในข้างต้น เพื่อดูต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากทั้งสองสถานการณ์
8.5) สถานการณ์ในอนาคตต่างจากอดีตและปัจจุบัน แนวคิดการลงทุนที่คุ้นเคยในอดีตอาจจะใช้ไม่ได้ผลในอนาคต เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยน นั่นหมายความว่านักลงทุนจะต้องเผชิญกับอคติที่เน้นลงทุนในประเทศหรือสินทรัพย์ที่คุ้นเคย มาเป็นมองไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่คุ้นเคยเพื่อเพิ่มผลตอบแทน







