
แบงก์รัฐขึ้นดอกกู้
แบงก์รัฐจ่อขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตามดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. ห่วงพรรคการเมืองมุ่งกระตุ้นการใช้จ่าย
แบงก์รัฐจ่อขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตามดอกเบี้ยนโยบาย ธปท. ห่วงพรรคการเมืองมุ่งกระตุ้นการใช้จ่าย
นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารคาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 1 มิ.ย.นี้ จะมีการพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.75% มาเป็น 3% และคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 3.50-3.75% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อและเงินฝากประชาชนยังไม่ลดลง
ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า หาก กนง.ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย ธนาคารก็จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นตามทันที ทั้งในส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก แต่จะประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากก่อน เพราะธนาคารต้องส่งเสริมให้เกิดการออม
ด้านนายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า หาก กนง.ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีก ธนาคารต้องพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้นตาม เพราะการปรับดอกเบี้ยของ กนง.ครั้งที่ผ่านมา ธอส.ไม่ได้มีการปรับเพิ่มขึ้น
บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า กนง.จะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเพื่อควบคุมความเสี่ยงจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อ
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า รู้สึกกังวลต่อกรณีที่พรรคการเมืองมีนโยบายในการกระตุ้นใช้จ่ายที่อาจจะสร้างภาระหนี้สินเพิ่ม หากมีการนำนโยบายเหล่านั้นมาใช้จริง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการดำเนินนโยบายใหม่ว่าจะเกิดขึ้นต่อไปหรือไม่
นายเมธี กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือน เม.ย. ขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง เป็นผลจากภัยพิบัติในญี่ปุ่น ทำให้การผลิตและการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์หดตัวจาก 6.3% ในเดือนก่อนหน้า มาติดลบ 27.8% เช่นเดียวกับฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ก็ผลิตน้อยลง เพราะสินค้าคงคลังในปัจจุบันอยู่ในระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคมีการเปลี่ยนไปใช้ไอแพด หรือไอโฟน
ขณะที่การผลิตเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอก็ลดลง ส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตโดยรวมลดลงมาอยู่ที่ระดับ 54.6% จาก 66.1% ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การผลิตเพื่อส่งออกในหมวดสินค้าเกษตรยังขยายตัวได้ดี ทั้งข้าว ยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง ส่งผลให้การส่งออกรวมขยายตัว 24.7% ใกล้เคียงเดือนก่อนหน้าที่มีสัดส่วน 31%
ภาคการลงทุนก็ชะลอตัวจาก 14.1% เหลือ 12.8% เพราะนักลงทุนกังวลต่อการผลิตและคำสั่งซื้อ
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศยังอยู่ในระดับดี แต่ยังมีแรงกดดันจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 4.04% รวมถึงค่าเงินก็แข็งค่าขึ้น
แต่นักลงทุนยังมีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในระยะ 3 เดือนข้างหน้าในระดับที่ดี 52.8 แม้ว่าปัจจุบันนักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่นทางธุรกิจ เพราะดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ต่ำกว่า 50 ที่ระดับ 47.3 แต่รัฐบาลยังมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ สอดคล้องกับสินเชื่อที่ให้แก่ภาคธุรกิจก็ขยายตัวดี ที่ระดับ 13% และสินเชื่อครัวเรือนที่ 17.2% ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมยังขยายตัวได้ต่อเนื่องทั้งการบริโภคและลงทุน
นายเมธี กล่าวว่า เท่าที่ติดตามดูข้อมูลผลกระทบจากญี่ปุ่น มองว่าในไตรมาสแรกปีนี้ยังออกมาน้อย น่าจะกระทบในช่วงไตรมาสที่ 2 มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ปีนี้ เพราะโดยรวมแล้วมองว่าผลกระทบมจากญี่ปุ่นกระทบเศรษฐกิจไทยน้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังคาดการณ์ผลกระทบที่จะมีต่อการขยายตัวปีนี้ท้งปีไม่ได้ชัดเจน







