posttoday
ยุโรปพังหุ้นเกิดใหม่

ยุโรปพังหุ้นเกิดใหม่

09 กุมภาพันธ์ 2553

...เจียรนัย อุตะมะ

ความเสี่ยงในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นจากความกลัวจากหนี้สาธารณะในยุโรปที่ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้เงินทุนไหลออกจากกองทุนหุ้นตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ แนะดูสัญญาณเงินเหรียญสหรัฐกลับมาอ่อนค่า หุ้นจึงจะขึ้นได้

สัปดาห์ที่ผ่านมา ณ สิ้นวันที่ 3 ก.พ. เงินทุนไหลออกสุทธิจากกองทุนตลาดเกิดใหม่ทั้งหมด 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ มากที่สุดนับตั้งแต่ปลายเดือนส.ค. 2552 ที่กองทุนเหล่านี้ดูดเงินใหม่เข้าไป และเงินทุนไหลออกดังกล่าวเพิ่มขึ้นสูงสุดในระยะ 13 เดือน

ทั้งนี้ แม้ว่ากองทุนอาเซียนจะไหลออก 47% หรือ 517 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่นับว่าเป็นการไหลออกมากที่สุดในรอบ 5 เดือน โดยเฉพาะตลาดหุ้นขนาดใหญ่ เช่น ไต้หวัน อินเดีย และจีน ส่วนเกาหลีใต้เป็นตลาดเดียวที่มีแรงซื้อสุทธิ

สำหรับตลาดหุ้นไทย มีแรงขายสุทธิลดลง โดยนักลงทุนประเภท Mutual Funds ขายต่ออีก ส่วน Foreign Investors ขายต่ออีก และขายสูงสุดในกลุ่มสามประเทศรวมถึงมาเลเซีย และฟิลิปปินส์

โนมูระ คาดว่าจังหวะของการกลับเข้าลงทุนในตลาดหุ้นอีกครั้งคือ การกลับมาอ่อนค่าครั้งใหม่ของเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าระดับค่าเงินเหรียญสหรัฐ Dollar Index ที่มีโอกาสเกิดจุดวกกลับอยู่ที่ 81.9 จุด หรือ 83.7 จุด พิจารณาจากทางเทคนิคที่ระดับถดถอย 50% และ 66% ของกรอบ 74.1789.45 จุด ซึ่งคิดเป็นการแข็งค่า 79.2% เทียบกับระดับต่ำสุดที่ 76.60 จุด เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2553 และคิดเป็นการลดลงประมาณ 50% ของการแข็งค่าเมื่อเทียบกับกรณีล้มละลายของเลห์แมนฯ ในไตรมาส 4 ปี 2551 ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า 15.8% จาก 75.89 จุด เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2551 ขึ้นไปที่ 87.88 จุด เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2551 ในช่วง 26 วันทำการ ภายใต้การคาดว่าธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอื่นๆ จะร่วมมือกันช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อปัญหาการชำระหนี้ของประเทศสมาชิกอียู เหมือนกรณีเข้าแทรกแซงค่าเงินเหรียญสหรัฐในอดีต

โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่นวิเคราะห์ว่า การปรับแข็งค่าขึ้นอย่างมีนัยของค่าเงินเหรียญสหรัฐ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึง

1.พฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนสถาบันต่างชาติที่หันมาหาสินทรัพย์ปลอดภัยสูง เช่น ค่าเงินเหรียญสหรัฐ และพันธบัตรรัฐบาล ทดแทน (Flight to quality) เนื่องจากการวิตกต่อความสามารถในการชำระหนี้ของประเทศสมาชิกยุโรป เช่น กรีซ โปรตุเกส และสเปน ที่อาจจะนำไปสู่วิกฤตเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในไตรมาส 4/2551 และคาดว่าจะส่งผลให้ราคาหุ้นระยะสั้นเกิดความไม่สมดุล

2.การ Unwinding of carry trade หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มฟื้นตัว ขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นชะลอตัว

โนมูระ คาดว่าตลาดหุ้นในเอเชียจะเริ่มรับรู้ต่อความเสี่ยงของประเด็นเสี่ยงดังกล่าว และการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น เช่น สหภาพยุโรป (อียู) ออกมาส่งสัญญาณว่าจะเป็นผู้ดูแล และทำให้ตลาดมั่นใจต่อประเด็นกรีซ เป็นต้น

สำหรับประเทศที่นักลงทุนยังคงมีแนวโน้มเชิงบวกสูงสุด ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน และแย่สุดคือ ฟิลิปปินส์ ส่วนกลุ่มที่ชื่นชอบที่สุดยังคงเป็นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เทคโนโลยี ธนาคาร ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมี เป็นกลุ่มที่ไม่ชอบสูงสุด

ส่วนสินทรัพย์ที่นักลงทุนสถาบันยังคงถืออยู่สูง ได้แก่ สินค้าโภคภัณฑ์ ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิก และตลาดหุ้นเกิดใหม่ ส่วนพันธบัตรญี่ปุ่น เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ต้องการมากที่สุด

ขณะที่ความเสี่ยงสูงสุดใน 12 สัปดาห์ คือ จีนออกมาตรการคุมเข้มนโยบายการเงินเพื่อลดสินเชื่อ และการวิตกต่อการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจออกมาตรการคุมเข้มทางการเงินเร็วเกินไป

3.พฤติกรรมการลงทุนที่หันมาหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัยสูง จากวิตกต่อกรณีการไม่สามารถชำระหนี้ของกรีซ และประเทศอื่นๆ จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนกับกรณีเลห์แมนฯ ในไตรมาส 4/2552 ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนม.ค. 2553

ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงแล้วประมาณ 8% จากระดับสูงสุด 753.17 จุด เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2553 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย และดีกว่าหลายประเทศ เช่น ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากตลาดหุ้นไทยไม่ใช่ตลาดหุ้นหลักที่นักลงทุนต่างชาติเพิ่มพอร์ตลงทุน

นับตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นต้นมา กลุ่มอุตสาหกรรมที่ดิ่งลงแรงสุดในช่วงเวลาดังกล่าวจะมาจาก

1.กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีผลลบโดยตรงต่อทิศทางเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งค่าขึ้น และมาตรการชะลอเศรษฐกิจของจีน เช่น กลุ่มปิโตรเคมี และพลังงาน

2.กลุ่มที่คาดว่าจะรายงานกำไรลดลงจากการออกมาตรการควบคุมฟองสบู่ในภูมิภาค เช่น อสังหาริมทรัพย์

ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาด ได้แก่ กลุ่มที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศ เช่น ธนาคาร พาณิชย์ สื่อสาร และอาหาร เพราะคาดว่าจะมีผลกระทบจำกัดต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นไปตามคาดการณ์ ที่คาดว่ากลุ่มที่อิงการบริโภคในประเทศ จะให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่ากลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงไตรมาส 1/2553

ล่าสุดโนมูระออกรายงานทบทวนประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน เดือนม.ค. 2553 เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2553 พบว่า 9 ประเทศในเอเชียรายงานกำไรดีกว่าคาดการณ์ของตลาด ทำให้ Earnings Momentum Index เฉลี่ยเดือนม.ค. ปรับสูงขึ้นเป็น 2.08 เทียบกับ 1.73 ในเดือนธ.ค. โดยประเทศที่รายงานกำไรโดดเด่นสุดยังคงเป็นฮ่องกง 5.51 และแย่สุดคือ เกาหลีใต้ 1.0 ส่วนประเทศไทย อยู่ที่ 2.0 ดีขึ้นจากเดือนธ.ค. ที่ 1.62 แต่ยังคงอยู่ในอันดับที่ 6 จากทั้งหมด 9 ประเทศ

สำหรับประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะรายงานกำไรเด่น ได้แก่ อาหาร และค้าปลีกการเงิน

หุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บริษัท จีเอฟพีที (GFPT) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) ในทางตรงกันข้าม กลุ่มอุตสาหกรรม ที่คาดว่าจะรายงานกำไรแย่ ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง สื่อ และสาธารณูปโภค

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก